ท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังระอุอย่างต่อเนื่อง อดีตนักร้องสาวชื่อดัง “เจี๊ยบ กนกพร” หรือ “เจี๊ยบ กนกพร อาร์สยาม” ซึ่งเคยฝากผลงานเพลงฮิตไว้มากมาย ได้กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ความเป็นความตายในพื้นที่ปะทะ ต้องรีบหอบครอบครัวหนีตาย จากเหตุการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา และยังต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น
ล่าสุด เจี๊ยบ ได้โฟนอินเข้ามาในรายการ คุยแซ่บ Show เล่าถึงสถานการณ์ล่าสุด พร้อมน้ำตาคลอที่ต้องสูญเสียคุณยาย และคุณตาขาขาด รวมไปถึงหลานที่ปอดแตกจากเหตุการณ์นี้ ยืนยันว่าเขมรเป็นคนเริ่มก่อน และเขมรเองที่ทำให้ประชาชนของตัวเองต้องสูญเสีย เพราะมีผู้นำโง่ๆ

เจี๊ยบ เผยว่า “สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ปกติ ตอนนี้ทางการและทหารยังไม่ให้กลับเข้าไปในเขตอำเภอ ก็คือตอนนี้ก็ได้อพยพออกมาแล้ว แต่ก็เหลือพี่ชายที่บวชเป็นพระยังอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจำพรรษาอยู่กับพระหลานทั้งหมด 3 รูป ก็ยังอยู่ในพื้นที่ ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะยังไงดี แต่พี่เจี๊ยบก็ได้โพสต์ไปเมื่อเช้าว่าขอความช่วยเหลือ ให้หน่วยงานเข้าไปดูหน่อย เพราะไม่สามารถออกไปบิณฑบาตได้ มีอะไรฉันหรือเปล่า ซึ่งคุณตาขาขาด ส่วนคุณยายเสียชีวิต และหลานปอดแตก ตอนนี้ยังไม่ได้รับรายงาน แต่ก็ไม่น่าจะรอด ถึงขนาดปอดแตก ก็น่าจะไม่รอด
ตอนแรกตัดสินใจว่าจะไม่ออกจากพื้นที่ แต่เสียงปืนมันดังมาก ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดอะไรรุนแรงขนาดนี้ เพราะตลอดชีวิต ตั้งแต่เด็กๆ ก็เจอเหตุการณ์แบบนี้มาตลอด แต่ครั้งนี้มันรุนแรงมาก ทีแรกเข้าใจว่าพวกเขาไม่น่าจะยิงใส่ประชาชน นึกว่าเป็นลูกหลง แต่พอมันมีลูกสอง ลูกที่สาม ที่สี่ที่ห้า เฮ้ย… มันไม่ใช่ลูกหลงแล้ว มันคือความตั้งใจที่จะยิงมา ตั้งใจที่จะยิงใส่เรา และหมู่บ้านข้างๆ ที่พี่เจี๊ยบอยู่ พวกเขาก็โดน แต่ตอนนั้นหมู่บ้านเรายังไม่โดน แต่พอเราออกมาจากพื้นที่ ทางข้างหน้า ข้างบ้าน และหลังบ้าน โดนยิงใส่ ซึ่งต่อจากนี้ไปก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป”
เจี๊ยบ เล่าต่อว่า “อย่างวันแรกที่เกิดเหตุการณ์ระเบิดลง บ้านของพี่อยู่ระหว่างกึ่งกลางของช่องอานม้า ซึ่งเป็นจุดที่กองพลเขาตั้งกองทัพอยู่ สำหรับปะทะ แล้วก็มีเนินห้าร้อย บ้านพี่อยู่ตรงกลางระหว่างนี้ ช่องบก ช่องอานม้า เนินห้าร้อย มันจะอยู่ในแนวเดียวกัน รัศมีของบ้านพี่จะอยู่ประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งก็อยู่ในวิถีที่พวกเขายิงจรวดข้าม ซึ่งครั้งแรกที่ได้ยินเสียงระเบิด ทางกัมพูชาเป็นคนเปิดก่อนเสมอ พวกเขาจะเปิดก่อนเสมอ ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราอยู่ชายแดน อย่างที่ชาวบ้านเขาเห็น แล้วเขาก็พูดกัน มันเป็นเหตุการณ์เล็กๆ มีการปะทะกันตลอดมา กัมพูชาทำเหมือนเป็นการยั่วยุ อาการเหมือนเป็นคนอันธพาล จะทำให้ฝั่งไทยเกิดอาการทนไม่ได้ เลยต้องตอบโต้กลับ

และสองเดือนก่อนหน้านี้ ทางการก็ได้มาซักซ้อมคนในหมู่บ้าน ซ้อมอพยพถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ซึ่งทางเราก็เตรียมกระเป๋าเรียบร้อย และอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เราไม่ได้เตรียมตัว ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ เราเห็นข้อความเตือนว่าอพยพด่วน ให้ออกจากพื้นที่ภายในรัศมี 10 กิโลเมตร ถึง 40 กิโลเมตร มันเป็นคำเตือนที่ทุกครั้งพวกเขาก็เตือนเรา ให้เราระวังตัว เราก็ไม่ได้ระวังอะไร และตอนเช้า ลูกชายก็โทรฯ กลับมาหาเรา หลังจากที่เราไปส่งเขาที่โรงเรียนแล้ว เขาก็ร้องไห้ เสียงเด็กวิ่งกันในโรงเรียน เราก็เลยต้องรีบขับรถไปรับลูกเรา พอไปถึงโรงเรียนก็ต้องไปหาอีกว่าลูกเราอยู่ตรงไหน เพราะเขาตกใจ เขาก็วิ่งไปซ่อน
ซึ่ง ณ ตอนนั้นยังไม่ได้ยินเสียงปืน แต่พอรับกลับมาถึงบ้าน เสียงระเบิดก็ดังสนั่น จนบ้านสั่นสะเทือน คราวนี้แหละจะหยิบอะไรก่อน เพราะว่ายายเองก็ติดเชื้อในกระแสเลือด ก็เลยอุ้มเอายายขึ้นรถก่อน พอขับรถออกมาประมาณ 10 นาที รถมันติดเยอะมาก จากนั้นเราก็เช็กทางไลน์ บ้านของน้องสะใภ้อีกอำเภอหนึ่ง ก็โดนระเบิด โดนคุณตา โดนคุณยาย แล้วก็โดนหลาน (น้ำตาคลอ) พี่เจี๊ยบแค้นมาก พี่เจี๊ยบก็พูดเอ่ยชื่อถึงผู้นำ… จริงๆ มันไม่ควรจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้ แล้วกัมพูชามันยั่วตลอด มันยิงเราตลอด ซึ่งทหารไทยของเรามีความอดทนสูงมาก มีความกรุณา มีความเมตตา
อดีตนักร้อง เผยถึงเหตุการณ์ดังกล่าวต่อว่า “โดยเฉพาะสงคราม ทหารไทยจะปฏิบัติตามขั้นตอน อยู่ภายใต้กฎหมายของสากลโลก ไม่มีทางที่ฝั่งไทยเราจะไปยิงใส่กัมพูชาก่อน พวกเขาจะไปยิงคุณก่อนเพื่ออะไร และถ้าพวกเขาไปยิงกัมพูชาก่อน ไทยเราจะได้อะไร แต่กัมพูชาบอกเลยนะ โหดเหี้ยม พฤติกรรมเยี่ยงโจรมาก ซึ่งถ้าเราไม่ได้อยู่ชายแดน เราจะไม่รู้หรอก ผู้หลักผู้ใหญ่จะไปรู้อะไร มีแต่ออกคำสั่ง เพราะเราเป็นคนที่อยู่ชายแดน เราเจอเหตุการณ์ปะทะเล็กน้อยในเกือบทุกๆ วัน แต่ก็ไม่ได้รายงาน มันไม่ได้เรื่องใหญ่ มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติปกติ แต่การที่ระเบิดลง เด็กเสียชีวิต มันไม่ใช่เรื่องสงครามธรรมดา มันคืออาชญากร

สภาพจิตใจตอนนี้พี่ไม่กล้าดูคลิป เพราะดูทีไรเราก็หดหู่ใจ สลดใจ สงสารทหาร บางทีพวกเขาไม่มีข้าวกิน เพราะไม่มีใครสามารถไปส่งเสบียงให้เขาได้ และทางการก็ห้ามเข้าในพื้นที่ อย่างวันนี้ก็ถามไถ่กันว่า ทหารที่อยู่ข้างบนเขากินอะไรกัน เขากินมาม่าแห้ง กินกาแฟแห้ง กับน้ำฝนที่มันตกลงมา มันหดหู่กันไปหมด ส่งกำลังใจให้แล้วก็ภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองว่าอย่าให้เป็นอะไรมากกว่านี้ มันยุคไหนแล้ว มาทำสงครามเพื่ออะไร บุคคลผู้นั้นก็หนีไปไหนตอนไหนแล้ว จะมาก่อเหตุด้วยความไม่ยั้งคิด ทางฝั่งกัมพูชาพวกเขาก็สูญเสียเยอะเหมือนกัน ซึ่งเป็นฝั่งพวกเขาเองที่ทำให้ประชาชนเขาสูญเสียกันเอง เพราะพวกเขาก็มีผู้นำที่โง่เขลาไง
สถานการณ์เวลานี้ก็ยังไม่ปกติ เมื่อวานก็เริ่มตอนตีสาม วันนี้ก็เริ่มใหม่แล้วประมาณแปดนาฬิกา หนักหน่วง แล้วก็มีคำสั่งจากทางการอย่างเด็ดขาดว่าทุกคนห้ามเข้าพื้นที่ ส่วนคนที่อยู่ข้างใน ก็ยังไม่ให้ออกมาเลย เราก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันจะคลี่คลาย แต่ก็ภาวนาให้มันจบเร็วๆ เราต้องทำมาหากิน”




