เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจัดการประชุมสัมมนาความร่วมมือด้านวิชาการและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทางวิชาการระดับประเทศ ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับประชาชน

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วกว่า 65,700 เรื่อง ได้ดำเนินการไกล่เกลี่ย แสวงหาข้อเท็จจริง และเชื่อมประสานระหว่างภาครัฐและประชาชน เพื่อขับเคลื่อนระบบราชการให้ตอบสนองต่อสิทธิและความเป็นธรรมอย่างทั่วถึง ดังนั้น เพื่อสนับสนุนบทบาทดังกล่าว สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจึงจัดการประชุมดังกล่าว และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือความร่วมมือ ร่วมกับวช.,  สกสว. และ TDRI โดยมีผู้ร่วมลงนามประกอบด้วย พันตำรวจโท กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. และดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณในฐานะผู้แทน TDRI  นับเป็นการสร้างเครือข่ายวิชาการ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการดำเนินงานร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคม

พ.ต.ท. กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า การเสวนาทิศทางประเทศไทยกับบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินจะเน้น 5 เนื้อหาหลัก ได้แก่  1. ทิศทางประเทศไทย บริบทใหม่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินกำลังเผชิญ ทั้งด้านสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ กลุ่มเปราะบาง และความคาดหวังต่อรัฐ เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เทคโนโลยีที่รุกคืบ และปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2. บทบาทเชิงรุกของผู้ตรวจการแผ่นดินในบริบทใหม่ มุ่งคุ้มครองสิทธิประชาชน รับเรื่องร้องเรียน เสนอแนะแนวนโยบายเชิงระบบ และประสานงานกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิโดยรัฐ

 3. อุปสรรคในการดำเนินงาน ได้แก่ข้อจำกัดด้านอำนาจตามกฎหมาย ความซ้ำซ้อนกับองค์กรอิสระอื่น และความเข้าใจผิดของประชาชนต่อบทบาทและช่องทางร้องเรียน 4. ข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอให้พัฒนาเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น ระบบร้องเรียนออนไลน์ ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data)เสนอปรับปรุงกฎหมาย และส่งเสริมการสร้างการรับรู้สาธารณะผ่านการสื่อสารและการศึกษา 5. แนวทางขับเคลื่อนร่วมกัน จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งในระดับวิชาการและสังคม เพื่อเสริมพลังให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรกลาง ที่มีความเป็นธรรม โปร่งใส และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างแท้จริง.