ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29 พ.ค.69 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ-หัวหน้าพรรคประชาชาติ และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้อภิปรายแสดงความห่วงใยและตั้งข้อสังเกตต่อการดำเนินโครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ “แลนด์บริดจ์” โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโครงการอย่างรอบคอบ หวั่นเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนผูกขาดหน้าเดิม และสร้างภาระหนี้สินให้ลูกหลานในอนาคต
พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า แม้สภาฯจะมีความพยายามเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาโครงการนี้ แต่รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีกลับมีคำสั่งที่ 133/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นมาคู่ขนานกัน ซึ่งคณะทำงานดังกล่าวเต็มไปด้วยข้าราชการที่รับคำสั่งจากฝ่ายการเมือง ทำให้เกิดความน่ากังวลเรื่องความโปร่งใสและการรับฟังเสียงของประชาชน
โดยเฉพาะความขัดแย้งของข้อมูลจากการศึกษาโครงการที่ผ่านมา ผลการศึกษาออกมาเป็นคนละขั้วอย่างชัดเจน ผลการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าโครงการนี้ “ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์” และไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการ
ทางด้าน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม กลับมองเห็นด้วย และประเมินว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่า GDP ประเทศได้ถึง 4-5.5%
จากความขัดแย้งดังกล่าว พ.ต.อ.ทวี ได้หยิบยกข้อเสนอแนะจากฝ่ายวิชาการของสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 ข้อ เพื่อเตือนสติคณะทำงานของรัฐบาล ยึดหลัก “คิดช้า ทำเร็ว” ไม่ควรเร่งรัดผลักดันโครงการเพียงเพื่อหวังให้เกิดการลงทุน เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มทุนรับเหมาก่อสร้างผูกขาดกลุ่มเดิมๆ ที่เคยคว้าสัมปทานระดับ 3-4 แสนล้านบาทมาแล้ว และคนในกลุ่มนี้ก็มีความเชื่อมโยงกับคนในรัฐบาล
ทั้งที่ต้องศึกษาความคุ้มค่าอย่างรอบด้าน รัฐบาลต้องนำผลการศึกษาที่แตกต่างกันสุดขั้วมาเปรียบเทียบกันอย่างละเอียด โดยใช้ชุดข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดก่อนตัดสินใจ เพื่อป้องกันปัญหาและความเสี่ยงต่อภาวะการคลังของประเทศ
อย่านำ “การก่อสร้าง” เป็นตัวตั้ง ไม่ควรกำหนดโครงการแลนด์บริดจ์เป็นเป้าหมายหลักตั้งแต่ต้น แต่ควรวางยุทธศาสตร์ของประเทศในบริบทเศรษฐกิจโลกว่าจะเชื่อมโยงกับมหาอำนาจอย่างไร หากเอาโครงการก่อสร้างนำหน้า คนที่อนุมัติอาจไม่อยู่แล้ว แต่ภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับลูกหลาน
หัวหน้าพรรคประชาชาติ ยังได้เสนอทางเลือกที่คุ้มค่าและมีความเสี่ยงน้อยกว่า โดยแนะให้เปลี่ยนมุมมองจากการทำแลนด์บริดจ์ที่เป็นเพียง “ทางผ่านของเรือ” ไปสู่อุตสาหกรรมนำโลจิสติกส์ สร้างระบบนิเวศผสมผสานระหว่างท่าเรือระนอง-ชุมพร และนิคมอุตสาหกรรม
โครงการแลนด์บริดจ์ที่กำลังผลักดันนั้น ยังไม่ผ่านการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และอาจนำมาซึ่งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวประมง ในขณะที่ “ท่าเรือระนอง” (ปากน้ำกระบุรี อ.เมืองระนอง) เป็นพื้นที่ที่ผ่าน EHIA เรียบร้อยแล้ว ไร้ความขัดแย้งในพื้นที่ อีกทั้งบริษัทระดับโลกอย่างดูไบเวิลด์ (Dubai World) ก็เคยเข้ามาศึกษาความคุ้มค่าแล้ว
เราควรเริ่มพัฒนาตรงจุดนั้นก่อน ด้วยการขุดลอกร่องน้ำให้ลึกลงไปอีก เพื่อรองรับตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 50,000 – 80,000 ตู้ ซึ่งการพัฒนาจุดนี้ใช้เม็ดเงินลงทุนเพียง 4,000 ล้านบาทเท่านั้น
ที่ผ่านมามีความผิดพลาดในอดีต จากการใช้ข้าราชการทำงานตามคำสั่งฝ่ายการเมืองโดยขาดความรอบคอบ กรณีที่เห็นได้ชัดคือ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน มูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านบาท ที่มีการออกแบบทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ในช่วงที่ 4 และ 5 (บ้านโพธิ์ – พระแก้ว จ.พระนครศรีอยุธยา) มีการออกแบบทับซ้อนกับพื้นที่มรดกโลก จนองค์การยูเนสโก (UNESCO) ต้องทำหนังสือท้วงติง ส่งผลให้ปัจจุบันยังไม่สามารถก่อสร้างได้
พ.ต.อ.ทวี ยังตั้งข้อสังเกตในฐานะผู้คุ้นเคยกับพื้นที่ภาคใต้ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้ถูกวางยุทธศาสตร์ให้เชื่อมโยงและสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลยแม้แต่น้อย โครงการนี้เป็นของมหาชน ใช้เงินจำนวนมาก ข้าราชการและรัฐบาลต้องอยู่รับใช้ประชาชน ไม่ใช่นำอิทธิพลและผลประโยชน์มาครอบงำการศึกษาโครงการ เพราะวันนี้ประชาชนตื่นรู้แล้ว



