เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.69 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ลงพื้นที่ อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ เพื่อติดตามศักยภาพภาคเกษตรและรับฟังปัญหาจากเกษตรกร พร้อมเสนอแนวทางผลักดันการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแก้ไขอุปสรรคด้านกฎหมายที่ดิน ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในตลาดโลก
การลงพื้นที่ครั้งนี้เริ่มต้นที่ “สวนทองมาลี” แหล่งปลูกทุเรียนน้ำแร่ภูเขาไฟ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว ด้วยจุดเด่นของดินภูเขาไฟที่อุดมด้วยแร่ธาตุ ส่งผลให้ทุเรียนหมอนทองมีเนื้อละเอียด นุ่มละมุน กลิ่นไม่ฉุน ให้ผลตอบแทนสูง ต้นละกว่า 15,000 บาท ต่อปี
พ.ต.อ.ทวี มองว่าทุเรียนน้ำแร่ภูเขาไฟ ไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจ แต่เป็น “ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น” สามารถต่อยอดเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชน และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน หากภาครัฐสนับสนุนอย่างเป็นระบบ

จากนั้น หัวหน้าพรรคประชาชาติได้หารือกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพารา ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางแห้งคุณภาพสูง กระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดกลิ่นรบกวนชุมชน ได้รับมาตรฐาน GMP และ มาตรฐาน ISO 9001 : 2015 จนสามารถส่งออกสู่ตลาดอุตสาหกรรมรายใหญ่ได้ แต่กลับเผชิญอุปสรรคใหม่จากมาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้าเกษตรต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน
เสียงสะท้อนจากเกษตรกรระบุว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณภาพผลผลิต แต่อยู่ที่ข้อจำกัดด้านเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากทำกินในพื้นที่มาเป็นเวลานาน แต่ไม่มีโฉนดที่ดิน ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการรับรองตามเงื่อนไขการส่งออกได้ แม้พื้นที่ดังกล่าวจะไม่ใช่พื้นที่บุกรุกป่าก็ตาม
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความล่าช้าในการดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. โดยเฉพาะกรณีการโอนสิทธิ์หรือการตกทอดทางมรดก บางรายต้องรอนานหลายปี ส่งผลต่อการเข้าถึงแหล่งทุน การพัฒนาธุรกิจ และการสืบทอดอาชีพสู่คนรุ่นใหม่
พ.ต.อ.ทวี เสนอว่า รัฐบาลควรเร่งปรับแนวทางการตรวจสอบตามมาตรการ EUDR โดยใช้ระบบแผนที่และข้อมูลผังเมืองเป็นเครื่องมือยืนยันพื้นที่เพาะปลูกแทนการยึดติดเฉพาะเอกสารสิทธิ์ที่ดิน เพราะสามารถพิสูจน์ได้อย่างรวดเร็วว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และจะช่วยให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากสามารถเข้าถึงตลาดส่งออกได้ทันที
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เร่งปฏิรูปกระบวนการบริหารจัดการที่ดิน ส.ป.ก. ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และลดขั้นตอนทางราชการ รวมถึงสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้กลับมาสืบทอดอาชีพเกษตรกรรม ผ่านการแก้ไขปัญหาหนี้สินและลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่เป็นภาระต่อผู้ประกอบการภาคเกษตร
พ.ต.อ.ทวี ยังเห็นว่า พื้นที่อ.โนนสุวรรณ มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงเกษตรระดับนานาชาติ จากความโดดเด่นของทรัพยากรธรรมชาติ ผลผลิตทางการเกษตร และองค์ความรู้ของชุมชน หากได้รับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการตลาดอย่างเหมาะสม จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างมหาศาล
เราไม่ควรปล่อยให้ข้อจำกัดทางกฎหมาย หรือความล่าช้าของระบบราชการ กลายเป็นอุปสรรคต่อสินค้าคุณภาพของเกษตรกรไทย รัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อกปัญหา เพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นธรรม
การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายของภาคเกษตรไทยในปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงเรื่องต้นทุนการผลิตหรือราคาสินค้า แต่รวมถึงโครงสร้างกฎหมายและระบบบริหารจัดการของรัฐที่จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อมาตรฐานการค้าโลก หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้เกษตรกรไทยในระยะยาว



