ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศ ที่สนาม นิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม ประเทศสหรัฐ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทีมชาติสเปน แชมป์ยูโร 2024 ยังแกร่งทั่วแผ่น หลังต่อเวลาเชือด อาร์เจนตินา แชมป์เก่า ลงได้หวุดหวิด 1-0 ผงาดคว้าแชมป์โลกไปครองเป็นสมัยที่ 2
ครึ่งแรกเป็น สเปน ที่ครองบอลบุกได้มากกว่า ขณะที่ อาร์เจนตินา ถอยลงไปตั้งรับอย่างมีวินัย สุดท้ายยังไม่มีใครเจาะตาข่ายกันได้ทั้ง 2 ทีมจึงยังเสมอกันอยู่ 0-0

เข้าสู่ครึ่งหลัง สเปน เร่งเครื่อง และเป็นฝ่ายพับสนามบุกใส่อยู่ข้างเดียว แต่ยิงอย่างไรก็ยังไม่สามารถส่งบอลผ่านมือ เอมิเลียโน มาร์ตีเนซ นายทวารทีมชาติอาร์เจนตินา ที่โชว์ฟอร์มเซฟอุตลุดได้

ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+3 อาร์เจนตินา ต้องเหลือผู้เล่นแค่ 10 คนจากการโดนไล่ออกของ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ที่ไปเข้าบอลช้าใส่ เปา กูบาร์ซี กองหลังสเปน จนโดนใบเหลืองที่สอง

จากนั้นไม่มีใครทำอะไรกันได้อีก ครบ 90 นาที อาร์เจนตินา ยังเสมอ สเปน 0-0 โดยที่ทีมฟ้าขาวไม่ได้ยิงประตูเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้ทั้ง 2 ทีมต้องไปสู้กันในช่วงต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที

ช่วงเอ็กซ์ตราไทม์นาทีที่ 96 สเปน ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้สำเร็จจากฝีเท้าของ นีโก วิลเลียมส์ ทว่าสุดท้ายก็เฮเก้อ หลังผู้ตัดสิน สลาฟโก วินชิช ปฏิเสธจะให้เป็นประตูเนื่องจาก มิเกล เมริโน ไปทำฟาวล์ นิโกลัส โอตาเมนดี ก่อนแล้ว

อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 106 ความพยายามของ สเปน ก็เป็นผลจนได้ เมื่อพังประตูขึ้นนำ 1-0 ได้จากจังหวะที่ เปโดร ปอร์โร เปิดบอลให้ นีโก วิลเลียมส์ โขกย้อนตั้งให้ เฟร์ราน ตอร์เรส วิ่งมาซัดเต็มข้อจากระยะไม่ถึง 10 หลาตุงตาข่ายสุดปัญญาที่ มาร์ตีเนซ จะช่วยเซฟเอาไว้ได้

หลังเสียประตู อาร์เจนตินา พยายามเปิดเกมสู้ แต่จนแล้วจนรอดก็หาทางเจาะแนวรับ สเปน เข้าไปพังประตูตีเสมอไม่ได้ จบเกม สเปน เชือด อาร์เจนตินา หวุดหวิด 1-0 ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ไปครองได้สำเร็จ.

ภาพ REUTERS



