เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 30 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาเมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งยังมีหนังสืออีกฉบับถึงฝ่ายกัมพูชาโดยตรงสำหรับกรณีการละเมิดล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 29 ก.ค. ที่ภูมะเขือ ตามที่กองทัพบกได้ชี้แจงเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์เพิ่มเติมเรียกร้องให้กัมพูชายุติการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงทุกรูปแบบโดยทันที และกลับมาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างครบถ้วนและเคร่งครัด ในส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในปัจจุบันนั้น กระทรวงการต่างประเทศจะส่งข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ได้มีหนังสือประท้วงไปที่คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี)

นางมาระตี กล่าวว่า สำหรับบทบาทของสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกต่อการชี้แจงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา วันเดียวกัน (30 ก.ค.) กระทรวงการต่างประเทศได้รายงานให้ที่ประชุม ศบ.ทก.ทราบถึงบทบาทเชิงรุกของสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้หลายแห่งได้ร่วมแรงช่วยกันชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ รวมถึงยังมีคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ 4 สำนักงาน คณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน และสถานทูตอีกหลายแห่งที่มีหน้าที่ในกรอบพหุภาคี และองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งต่างกำลังชี้แจงจุดยืนของไทยในเวทีโลก และกรอบสำคัญที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภายใต้อนุสัญญาต่างๆ เพื่อรักษาท่าที ย้ำบทบาทที่สร้างสรรค์ และแสดงความยึดมั่นต่อพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย
ด้าน นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานภาพโรงพยาบาลและผลกระทบของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตว่า สำหรับข้อมูลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ฝั่งพลเรือน ประจำวันที่ 30 ก.ค. ซึ่งเป็นข้อมูลเมื่อเวลา 10.00 น. โดยปัจจุบันพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ 53 ราย เป็นผู้เสียชีวิตจำนวน 15 ราย มีที่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ โดยเป็นพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส 12 ราย บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 13 ราย ปัจจุบันมีพลเรือนที่กำลังแอดมิตอยู่ในโรงพยาบาลจำนวน 11 ราย โดยเป็นผู้ที่มีอาการสาหัส 8 ราย และบาดเจ็บปานกลางจำนวน 3 ราย โดยมีผู้ป่วยที่สามารถกลับบ้านได้แล้วในช่วงที่ผ่านมารวมทั้งหมด 13 ราย

นพ.วรตม์ กล่าวว่า สำหรับผลกระทบในส่วนของโรงพยาบาลมีทั้งหมดจำนวน 20 แห่งที่ต้องปิดบริการ โดยเป็นการปิดบริการแบบทั้งหมด จำนวน 11 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลน้ำขุ่น โรงพยาบาลน้ำยืน โรงพยาบาลนาจะหลวย โรงพยาบาลกันทรารมย์ โรงพยาบาลภูสิงห์ โรงพยาบาลกาบเชิง โรงพยาบาลพนมดงรัก โรงพยาบาลประสาท โรงพยาบาลบ้านกรวด โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลละหานทราย ส่วนอีก 9 แห่งเป็นการปิดบางส่วนโดยที่ยังเปิดให้บริการในส่วนที่เป็นห้องฉุกเฉินอยู่
สำหรับสถานบริการที่ได้รับผลกระทบในส่วนที่เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในระดับตำบลหรือ รพ.สต. ปัจจุบันได้รับผลกระทบจำนวน 144 แห่ง เป็นการปิดบริการทั้งหมด 140 แห่ง และเปิดบริการบางส่วน 4 แห่ง สำหรับภาพความเสียหายโรงพยาบาลปัจจุบันที่วัดได้มีอยู่ 4 แห่ง เป็นความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีของฝั่งกัมพูชา ซึ่งยังอยู่ในระหว่างประเมินความเสียหาย อาจจะมีความเสียหายในระดับโครงสร้าง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาการซ่อมแซมเป็นระยะเวลายาวนาน
นพ.วรตม์ กล่าวต่อว่า ส่วนผลการดำเนินงานด้านการดูแลจิตใจซึ่งกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ปัจจุบันได้มีทีม MCATT และบุคลากรด้านสุขภาพจิตเข้าไปคัดกรองพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะที่อยู่ตามศูนย์พักพิงต่างๆ จำนวน 21,430 คน ผลการประเมินพบว่ามีความเครียดสูงประมาณ 600 คน และมีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายประมาณ 142 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยา โดยเบื้องต้นเป็นการปฐมพยาบาลทางใจ สำหรับผู้ที่มีอาการหนักก็จะส่งต่อไปยังจิตแพทย์ในโรงพยาบาลจิตเวช หรือส่งเข้าไปรักษาตัวแบบผู้ป่วยในต่อไป.



