เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนา และเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ โดยมีนายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่า รฟท. และนายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. เป็นผู้ลงนาม ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน ต่างมีบทบาทสำคัญในการให้บริการด้านโลจิสติกส์ของประเทศ ทั้งในรูปแบบขนส่งทางราง และทางน้ำ มีข้อได้เปรียบในแง่ต้นทุนพลังงานที่ต่ำ ความปลอดภัยสูง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าระบบขนส่งรูปแบบอื่น อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายการขนส่งของภาครัฐ ที่มุ่งส่งเสริมการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่ระบบที่ยั่งยืนมากขึ้น จึงเกิดความร่วมมือในครั้งนี้ขึ้น

ด้านนายวีริศ กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางราง เพื่อเชื่อมโยงกับฐานการผลิตทั้งภาคอุตสาหกรรม และการเกษตรทั่วประเทศ มุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากการขนส่งทางถนนไปสู่ระบบรางที่มีศักยภาพในการรองรับปริมาณการขนส่งได้มากกว่า ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยมลพิษ เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้ทันสมัย และยั่งยืน โดยมุ่งส่งเสริมการขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน และบรรเทาความแออัดของการจราจรบนท้องถนน
นายวีริศ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนไปสู่ระบบราง และทางน้ำ มีต้นทุนต่ำกว่า และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือครั้งนี้ จะใช้โครงข่ายระบบรางเป็นกลไกหลัก โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเลของประเทศ รวมถึงการส่งเสริมการใช้บริการขนส่งทางรางผ่านท่าเรือระนอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคอันดามันด้วย

ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวว่า เป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบขนส่งสินค้าทางรางของไทย โดยทั้งสองหน่วยงานมีการขนส่งสินค้าเชื่อมโยงระหว่างกันตั้งแต่ปี 2538 จากการขนส่งสินค้าผ่านสถานีบรรจุและแยกสินค้าลาดกระบัง (ICD ลาดกระบัง) ปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบัง มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการยกขนตู้สินค้าทางรถไฟด้วยโครงการ SRTO มีปริมาณการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟมากกว่า 5 แสนทีอียูต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้การลงนามครั้งนี้ ตั้งเป้าขยายปริมาณการขนส่งตู้สินค้าให้แตะ 2 ล้านทีอียูต่อปี ภายใน 10 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระการขนส่งทางถนน และผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางรางในระดับภูมิภาค ยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า ลดความหนาแน่นบนเส้นทางคมนาคม ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ในทุกมิติ

นอกจากนี้ ความร่วมมือยังครอบคลุมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ และการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมขนส่ง ตลอดจนการดำเนินงานภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นในระบบขนส่งทางรางให้เป็นทางเลือกหลักของประเทศในอนาคต ทั้งนี้บันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าว มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 10 ปี พร้อมกำหนดเป้าหมายรายปีอย่างชัดเจน มีระบบติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลสัมฤทธิ์สูงสุด ทั้งในระดับองค์กร ผู้ประกอบการ และประชาชนในภาพรวม



