เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยส่วนประชาสัมพันธ์ รายงานผลปฏิบัติการของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ว่า เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.69 กรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และหน่วยงานด้านความมั่นคง เปิดปฏิบัติการ “พิฆาตยาเสพติด” ปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 8 จุด ในพื้นที่อำเภอแม่สาย และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อขยายผลเครือข่ายการเงินของขบวนการค้ายาเสพติดที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) เป็นเครื่องมือในการซุกซ่อนและเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน

การปฏิบัติการครั้งนี้ของดีเอสไอ นำโดย พ.ต.ต.เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผอ.กองปฏิบัติการคดีพิเศษ พร้อมด้วย นายทรงพล รักษ์เผ่า ผอ.ส่วนกลั่นกรองคดีและการข่าว นายสมชาย ติไชย ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 นางจีระภา ภัทรเรืองชัย ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 6 และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส. นำโดย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด นำโดย พ.ต.อ.ทิวาพงษ์ พลูโต ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) กองกำลังผาเมือง และตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย

จากการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกรรมทางการเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลให้กับเครือข่ายของหนูเฉิน จึงได้ดำเนินการบันทึกปากคำ พร้อมตรวจยึดพยานหลักฐานและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) บัญชีเงินฝากธนาคาร เงินสด ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ และโฉนดที่ดิน รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 34.3 ล้านบาท

กรมสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการสืบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดกฎหมาย พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน และการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่ออำพรางทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 69 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานแถลงผลการปฏิบัติการจับกุมนายฐปนันทน์ หรือ นายอธิฐาน หรือหนูเฉิน อายุ 43 ปี ผู้ค้ายาเสพติดระดับสั่งการที่หลบหนีการจับกุมไปกบดานที่สาธารณรัฐเกาหลี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้บูรณาการร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส. และสาธารณรัฐเกาหลี จับกุมพร้อมพิสูจน์อัตลักษณ์ยืนยันตัวบุคคลอย่างละเอียดจนเป็นที่ประจักษ์ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจากประเทศไทยควบคุมตัวนายฐปนันท์ หรือหนูเฉิน ณ สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อนำกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลการสืบสวนเพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม นายฐปนันทน์ หรือ นายอธิฐาน หรือหนูเฉิน เคยเป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุด (Most Wanted) ของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และเคยมีชื่อในบัญชีประกาศสืบจับที่มีเงินรางวัลสูงถึง 1 ล้านบาท โดยมีข้อมูลด้วยว่า นายฐปนันทน์ เริ่มเข้าสู่วงจรยาเสพติดจากการเป็นผู้เสพ และขยับขึ้นมาเป็นผู้ค้ารายย่อยในย่านศรีนครินทร์ ช่วงปี 2543 – 2545 จนกระทั่งพัฒนาความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตยาเสพติด และทำหน้าที่เป็นตัวการหลักในการนำเข้ายาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยพฤติการณ์ที่สำคัญของผู้ต้องหารายนี้ มีความเชื่อมโยงกับคดียาเสพติดรายใหญ่หลายคดี ซึ่งในช่วงปลายปี 2565 นายฐปนันทน์ ได้พรางตัวสุดแนบเนียนด้วยการหลอกคนทั้งโลกว่าตายไปแล้วจากข่าวว่าถูกฆาตกรรม โยนศพทิ้งริมแม่น้ำเมย ในเขตเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว แต่จากการสืบสวนทางลับพบว่าผู้ต้องหายังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ต่อมาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้สืบสวนติดตามความเคลื่อนไหวนายฐปนันทน์มาโดยตลอด จนสืบทราบว่าได้เดินทางไปยังสาธารณรัฐเกาหลี จึงได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อประสานความร่วมมือต่อไปยังสาธารณรัฐเกาหลี จนสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้ โดยเป็นหมายจับของกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งผู้ต้องหารายนี้มีหมายจับมากกว่า 60 หมายจับ.