กติกาใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่มุ่งเน้นการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต คือกฎหมายที่ควบคุม “วงจรชีวิต” ของบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดที่จะวางจำหน่ายในตลาดอียู( EU) ตั้งแต่ความบริสุทธิ์ของวัสดุที่ต้องปราศจากสารอันตราย การออกแบบที่ต้องเอื้อต่อการรีไซเคิล การลดปริมาณวัสดุให้เหลือน้อยที่สุด ไปจนถึงการจัดการขยะอย่างเป็นระบบเมื่อสิ้นสุดการใช้งาน โดยครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ชั้นในที่สัมผัสสินค้าโดยตรง บรรจุภัณฑ์รวมหน่วย หรือบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งและอีคอมเมิร์ซ เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและลดขยะให้ได้ 15% ภายในปี 2583
นับหนึ่งบรรจุภัณฑ์ต้องรีไซเคิล
กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 และจะเริ่มมีผลปฏิบัติจริงในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะใช้บังคับเหมือนกันทั้ง 27 ประเทศสมาชิกโดยไม่มีข้อยกเว้น
หลักเกณฑ์สำคัญของกติกานี้ คือบรรจุภัณฑ์ทุกชนิดต้องออกแบบให้รีไซเคิลได้จริง (Design for Recycling) โดยในปี 2573 จะต้องผ่านมาตรฐานเกรด C หรือรีไซเคิลได้ไม่ต่ำกว่า 70% และจะเข้มงวดขึ้นเป็นเกรด A หรือ B ภายในปี 2581
นอกจากนี้ยังมีการจำกัด “สารเคมีตลอดกาล” หรือ Per- and Polyfluoroalkyl Substances (PFAS) ในบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร ซึ่งมีคุณสมบัติทนความร้อน ไม่ติดผิว และย่อยสลายยาก จึงเป็นอุปสรรคต่อการรีไซเคิล โดย PPWR กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม เป็นต้นไป บรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร (Food-contact packaging) ต้องไม่มี PFAS เกินเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนสาร SOC อื่นๆ ยังไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่ผู้ผลิตต้องพิสูจน์ว่าได้ลดปริมาณ SOC ให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
รวมทั้งการกำหนดสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลขั้นต่ำ (PCR) และการจำกัดพื้นที่ว่างในกล่องขนส่งไม่ให้เกิน 50% เพื่อไม่ให้เป็นการขนส่ง “อากาศ” โดยเปล่าประโยชน์
นอกจากนี้ ยังห้ามบรรจุภัณฑ์หลอกตาห้ามวางจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มปริมาตรเทียม เช่น ผนังสองชั้น ก้นขวดหลอก หรือชั้นวัสดุที่ไม่จำเป็น เพื่อดึงดูดผู้บริโภคเกินจริง
กฎระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการจากประเทศไทยในฐานะ “ผู้ส่งออก” ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสินค้าเอง หรือเป็นผู้จัดหาซื้อสินค้าเพื่อส่งออก ตลอดจน “ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์” ที่จำหน่ายให้แก่ผู้ส่งออกล้วนได้รับผลกระทบหากบรรจุภัณฑ์ไม่สอดคล้องตามมาตรฐาน เสี่ยงต่อการที่สินค้าจะถูกสั่งห้ามวางจำหน่าย ถูกระงับการนำเข้า หรือถูกเรียกคืนออกจากตลาดทันที ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นและต้นทุนการดำเนินงานอย่างมหาศาล

เทียบกฏEPRไทยกับอียู
เปรียบเทียบระบบการจัดการขยะรีไซเคิล จะเห็น “ช่องว่าง” ขนาดใหญ่ระหว่างไทยและยุโรป โดยยุโรปมีระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ EPR (Extended Producer Responsibility) ที่บังคับตามกฎหมายมานาน มีองค์กรตัวแทนผู้ผลิต (PRO) ที่แข็งแกร่ง และมีฐานข้อมูลดิจิทัลที่รองรับ Digital Product Passport (DPP) ทำให้ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัสดุได้ชัดเจน
ย้อนกลับมาประเทศไทย ระบบ EPR ยังอยู่ในช่วง “ภาคสมัครใจ” และพึ่งพาห่วงโซ่การคัดแยกนอกระบบเป็นหลัก เช่น กลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งแม้จะเก็บขยะได้เก่ง แต่ยากต่อการออกเอกสารยืนยันประวัติวัสดุตามมาตรฐานที่ EU ต้องการ แม้ปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษกำลังเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน แต่คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้จริงในปี 2570
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกไปยุโรปจึงต้องเร่งปรับตัวด้วยยุทธศาสตร์ “Redesign-Recheck-Review” เริ่มจากการ Redesign หรือปรับการออกแบบใหม่ให้เป็นวัสดุเดี่ยว (Mono-material) เพื่อให้ง่ายต่อการรีไซเคิล และปรับขนาดให้กะทัดรัดที่สุด
ต่อมาคือการ Recheck เรื่องเอกสารสำคัญอย่าง EU Declaration of Conformity (DoC) และข้อมูลทางเทคนิคที่ต้องเก็บรักษาไว้นาน 5-10 ปีเพื่อรอการตรวจสอบย้อนหลัง และสุดท้ายคือการ Review ติดตามกฎหมายลูกที่ EU จะทยอยประกาศออกมา รวมถึงการลงทะเบียนในระบบ EPR ของประเทศปลายทางที่จะไปจำหน่ายสินค้า
อาจเสียหาย4.4แสนล้านบาท
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรีประเมินว่า สินค้าไทยที่พึ่งพาบรรจุภัณฑ์ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบทางตรงจาก PPWR มีมูลค่าสูงถึง 13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.4 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 51% ของมูลค่าส่งออกไป EU ทั้งหมด (อียูถือเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 4 ของไทย รองจากอาเซียน สหรัฐฯ และจีน) สินค้าที่ส่งออกไปมีประเภท อาหารและเครื่องดื่มแปรรูป เครื่องสำอาง และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีมูลค่าส่งออกที่เสี่ยง
ความท้าทายที่น่ากังวลที่สุดคือ “ความเหลื่อมล้ำในการปรับตัว” ระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนวิจัยและคนพร้อม เช่น เครือไทยยูเนี่ยน หรือ SCG ที่เริ่มนำนวัตกรรมพลาสติกรักษ์โลกมาใช้แล้ว
ส่วนกลุ่ม SME ไทย ที่ยังขาดแคลนทั้งงบประมาณการวิจัยและพัฒนา( R&D) และบุคลากรเชี่ยวชาญด้านเอกสารเทคนิค หากภาครัฐไม่รีบเข้ามาสนับสนุน เช่น การจัดตั้งศูนย์ทดสอบสาร PFAS ในประเทศ หรือการดึงกลุ่มซาเล้งเข้าสู่ระบบข้อมูลดิจิทัล SME ไทยอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการค้าที่น่ามากกว่ากำแพงภาษี เพราะนั่นหมายถึงการถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก



