เวทีการประชุมระดับสูงทางการเมืองว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน HLPF (High-Level Political Forum on Sustainable Development) ที่ UN เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้กลายเป็นเวทีถกเถียง เร่งรัด สร้างความร่วมมือ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ล่าช้า เพราะ HPLF ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นผู้ตรวจการ และผู้ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ

HLPF ไม่ได้เน้นการใช้กฎหมายบังคับ แต่ใช้กลไกที่เรียกว่า VNR(Voluntary National Reviews) หรือการที่ประเทศสมาชิก “อาสา” นำเสนอรายงานความคืบหน้าและความล้มเหลวของตนเองโดยสมัครใจ HLPF 2026 ใช้ธีม “การดำเนินการที่พลิกโฉม เป็นธรรม สร้างสรรค์ และประสานสอดคล้อง” และนำประเด็นร้อน 5 เป้าหมายมาถกกัน
1.SDG 6 ถดถอย และหากไม่มีการเร่งมืออย่างจริงจัง โลกอาจจะไม่บรรลุเป้าหมายเรื่องน้ำสะอาดจนกว่าจะถึงปี 2049
2.SDG 7 แม้ไฟฟ้าหมุนเวียนจะเติบโตได้กว่า 30% ของโลกแล้ว แต่บางภูมิภาคยังขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรง

3.SDG 9 เน้นย้ำการสร้างห่วงโซ่อุปทานสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ทำร้ายโลก ไม่ฟอกเขียว
4.SDG 11 รวมตัวผู้บริหารเมืองมาคุยเรื่อง “การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพผ่านผังเมือง” เพื่อรับมือกับภัยพิบัติ
5.SDG 17 การทบทวนระบบการเงินโลกเพื่อช่วยประเทศยากจนที่ติดหล่มหนี้สินให้สามารถลงทุนในความยั่งยืนได้

ประเด็นใหญ่ ที่ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนในปีนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “จะทำอะไร” แต่เป็นเรื่อง “จะเอาเงินมาจากไหน” และทำอย่างไรให้เกิด ความเท่าเทียม ไม่ปล่อยให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องรับกรรมจากผลกระทบที่ประเทศอุตสาหกรรมก่อขึ้น
อีก 4 ปีข้างหน้า 2030 เราจะบรรลุเป้าหมาย SDG ได้จริงหรือไม่
ผู้นำระดับนโยบายโลกพูดเสียงเดียวกันว่า “น่าจะไม่ทันเป็นส่วนใหญ่” รายงานความก้าวหน้าชี้ให้เห็นว่า มีเป้าหมายย่อยส่วนน้อยเท่านั้นที่ “เป็นไปตามแผน” ส่วนใหญ่กำลัง “ล่าช้า” และบางเป้าหมายกำลัง “ถดถอย” ด้วยซ้ำ จากผลกระทบต่อเนื่องของโรคระบาดในอดีต สงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายวง และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก

ถ้าไม่รีบร่วมมือกันจริงจัง เป้าหมายปี 2031 -2045 คงจะเป็น “เป้าหมายหนีนรก Hell Escape Goals หรือ HEG”.



