กรุงเทพมหานคร (กทม.) เร่งเดินหน้าโครงการ ‘บ้านนี้ไม่เทรวม’ ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ณ ถนนสีลม เขตบางรัก มุ่งสร้างวินัยการแยกขยะในครัวเรือนเพื่อลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง พร้อมใช้มาตรการลดค่าธรรมเนียมเป็นแรงจูงใจ โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งความยั่งยืนในระยะยาว

‘พรพรหม วิกิตเศรษฐ์’ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารด้านความยั่งยืน กทม. เป็นประธานในกิจกรรมรณรงค์ดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักงานเขตบางรัก โดยนายพรพรหมเน้นย้ำว่า ประชาชนในฐานะผู้สร้างขยะต้นทางคือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาขยะโดยตรง ทั้งมลพิษทางอากาศ กลิ่นเหม็น และทัศนียภาพที่เสื่อมโทรม ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงต้องเริ่มต้นจากภาคครัวเรือน เพื่อนำไปสู่การจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
จากข้อมูลของกทม. พบว่าปัจจุบันเมืองหลวงมีขยะที่ต้องกำจัดสูงถึงวันละ 9,000 ตัน โดยกว่าครึ่งเป็นขยะอินทรีย์และเศษอาหาร หากสามารถคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางได้ จะช่วยลดภาระด้านงบประมาณและทรัพยากรในการจัดการได้เป็นอย่างดี โครงการบ้านนี้ไม่เทรวมจึงมุ่งส่งเสริมให้ครัวเรือนเป็นกลไกหลักในการแยกขยะก่อนทิ้งอย่างต่อเนื่อง


กิจกรรมประชาสัมพันธ์ครั้งนี้จัดขึ้นโดยมี ‘ขบวนคาราวานบ้านนี้ไม่เทรวม’ เคลื่อนที่ไปตามถนนสีลมและนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อเชิญชวนประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน BKK WASTE PAY ซึ่งเป็นระบบสนับสนุนการคัดแยกขยะ โดยผู้ที่ลงทะเบียนและคัดแยกขยะอย่างจริงจังจะเสียค่าธรรมเนียมจัดเก็บเพียง 20 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ที่ไม่เข้าร่วมและไม่แยกขยะจะต้องชำระค่าธรรมเนียม 60 บาทต่อเดือน โดยมาตรการใหม่นี้จะเริ่มในเดือนตุลาคม 2568


นอกจากนี้ บริเวณลานกิจกรรม Park Silom ยังมีการตั้งบูทให้บริการประชาชนอย่างครบครัน ทั้งการลงทะเบียนใช้งานแอปพลิเคชัน การเรียนรู้การแยกขยะผ่านเกม การสาธิตการหมักเศษอาหารเป็นปุ๋ยจากถังหมัก OK โดยสำนักสิ่งแวดล้อม และยังมีบริการรับซื้อขยะรีไซเคิลจาก Waste Buy Delivery ซึ่งรับซื้อขยะหลากหลายประเภท รวมถึงการเปิดพื้นที่รับบริจาคสิ่งของให้แก่มูลนิธิกระจกเงาเพื่อส่งต่อของใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดปริมาณขยะ แต่ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจเชิงบวกให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ พร้อมเชิญชวนให้คนกรุงเทพฯ เข้าร่วมโครงการบ้านนี้ไม่เทรวม เพื่อร่วมกันทำให้เมืองสะอาดขึ้น น่าอยู่ขึ้น และยั่งยืนในระยะยาว เพราะการแยกขยะไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน” พรพรหมกล่าวทิ้งท้าย



