ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Research Synergy พลิกโฉมประเทศไทยจากงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของชาติว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสำคัญที่งานวิจัยและนวัตกรรม จะต้องไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาอยู่บนหิ้ง แต่ต้องเป็นกลไกหลัก (New Growth Engine) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ การผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง นักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และนักลงทุน จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการ ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างรายได้ เม็ดเงิน และสร้างงานให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ รองนายกฯ ยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายดัน การวิจัยทางคลินิก (Clinical Research)” ให้เป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ในเวทีโลก โดยอาศัยจุดแข็งด้านสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ และโรงพยาบาลชั้นนำของไทย หากทุกฝ่ายร่วมมือกันพัฒนา “ระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิก” อย่างครบวงจร จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ และผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกและอุตสาหกรรมสุขภาพในภูมิภาค สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า งานมหกรรมวิจัยฯ ในปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 21 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22–23 ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา วช. ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยจนเห็นผลสำเร็จในเชิงพาณิชย์และสังคมอย่างต่อเนื่อง การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการโชว์ศักยภาพว่า งานวิจัยไทยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติเศรษฐกิจ ยกระดับผู้ประกอบการฐานราก และขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเวทีพิเศษ “Thailand Clinical Research Hub” เพื่อเจาะลึกแนวทางการดึงดูดสปอนเซอร์และนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในไทย รวมถึงการวางแผนทิศทาง Clinical Research ไทย ปี 2026–2029 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์แห่งอนาคต

สำหรับไฮไลท์สำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม คือการขนทัพผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นจากทั่วประเทศกว่า 1,000 ผลงาน มาจัดแสดง ซึ่งหลายผลงานโดดเด่นในเรื่องการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ อาทิ

“พลังเคย : อาหารพื้นถิ่น สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารโลก” โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่เปลี่ยนวัตถุดิบพื้นบ้านให้กลายเป็นสินค้าส่งออกระดับโลก

“นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยวฯ” โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ยกระดับผลิตภัณฑ์แฟชั่นและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก

“การตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มด้วย AI และโดรน” โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม

“RakYim (รักยิ้ม)” แพลตฟอร์มสุขภาพช่องปากดิจิทัลขับเคลื่อนด้วย AI โดยกรมอนามัย ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน

การจัดงานในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการประกาศศักดาความสามารถของนักวิจัยไทย แต่ยังเป็นสัญญาณชัดเจนว่า งานวิจัยและนวัตกรรม คืออาวุธลับชิ้นสำคัญที่รัฐบาลกำลังใช้ขับเคลื่อน เพื่อพลิกฟื้นและสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน