กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีบทบาทหนึ่งในการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุจัดอยู่ในหมวดหมู่นี้เช่นกันท่ามกลางตัวเลขของผู้สูงอายุที่สูงขึ้น แนวการตั้งรับที่สำคัญต้องประกอบไปด้วยนโยบาย และนวัตกรรม

กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม สานพลังความร่วมมือ ทางออกประเทศไทย กรณีความสำเร็จ: “โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แก้วิกฤติประชากร” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานคณะที่ปรึกษาติดตามและเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยนางพัชรมณฑ์ ปิติปัญญากุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสวัสดิการ และคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กระทรวง พม.
ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานระบบสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ และทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์(DHCB) สวทช. และนักพัฒนาสังคม กระทรวง พม. เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส) องค์การบริหารส่วนตำบลนิคมกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี

ศาสตราจารย์ ดร.กนก กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตประชากรของประเทศ โดยข้อมูลในปี 2567 ประเทศไทยได้เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ คิดเป็นร้อยละ 20.94ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ของประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานที่มีจำนวนลดลง ส่งผลให้ประชากรวัยสูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว และในปี 2574 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด กระทรวง พม. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างพลังผู้สูงอายุ ผ่อนหนักให้เป็นเบา พลิกวิกฤตประชากรให้เป็นโอกาส โดยผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย 5X5 ฝ่าวิกฤตประชากร เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นพลังทางสังคม โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างกลไกการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ผ่าน “โครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน” โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สร้างผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ทำหน้าที่ดุจลูกหลานของคนในชุมชน เพื่อปกป้อง คุ้มครองพิทักษ์สิทธิ ช่วยเหลือดูแล และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุครอบคลุม ทั้ง 5 มิติ ได้แก่ มิติสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี โดยการผนวกความร่วมมืองานทางด้านการ “พัฒนาสังคม” ของ กระทรวง พม. และ “นวัตกรรมเทคโนโลยี” ของ สวทช. เข้าด้วยกัน
“เราจำเป็นต้องทำให้ผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นนั้น ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีหลักประกันความมั่นคงในช่วงปั้นปลาย ของชีวิต โดยส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันบนศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบคลุมในทุกมิติ ซึ่งเป็นการจัดระบบสวัสดิการชุมชนอย่างยั่งยืน
ดร.กนก กล่าวว่า ระบบนิรันดร์ใช้ประโยชน์ที่สำคัญคือการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย ทำให้ทราบข้อมูลสำคัญ เช่น สัดส่วนของผู้สูงอายุที่ติดบ้าน ติดเตียง หรือติดสังคม และการเปลี่ยนแปลงของจำนวนเหล่านี้ ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบาย นอกจากนี้ ข้อมูลในระบบนิรันดร์ยังเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยเชิงนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เพื่อให้การใช้งบประมาณของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้มั่นใจได้ว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่แม่นยำมาก โดยเป้าหมายหลักของโครงการฯ คือ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และป้องกันการเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงในผู้สูงอายุ ที่สำคัญ คือช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณของประเทศในการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ

“ผู้บริบาลมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งแตกต่างจาก อสม. เนื่องจากงานของผู้บริบาลจะลงลึกและครอบคลุมมากกว่า ไม่ใช่แค่มิติสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องรายได้ ที่อยู่อาศัย เทคโนโลยี และสังคมด้วยแม้ผู้บริบาลจะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 10,000 บาทจากการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ แต่เน้นย้ำว่าแรงจูงใจหลักในการทำงานนี้ไม่ใช่เงิน แต่เป็น “ใจ” และ “ความรัก เสียสละ อดทน“” ดร.กนก กล่าว

ดร.ณัฐนันท์ กล่าวว่า สวทช. พัฒนาระบบการปฏิบัติงานสำหรับผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ “Nirun for community” หรือเรียกว่า ระบบ “นิรันดร์” ซึ่งเป็นระบบ ซอฟต์แวร์บริหารจัดการสถานดูแลผู้สูงอายุ ออกแบบมาเพื่อใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสนับสนุนโครงการบริบาลสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน ที่จะช่วย ‘ผู้บริบาล’ ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน เช่น ใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในมิติต่าง ๆ แนะนำกิจกรรมที่ผู้บริการต้องทำ บันทึกการลงไปทำงาน นำไปสู่การสรุปผลการทำงานของผู้บริบาล และสรุปผลสุขภาพผู้สูงอายุในโครงการได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารของกระทรวง พม. สามารถนำไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์การดูแลผู้สูงอายุในภาพรวมของประเทศได้ และยังตอบโจทย์ของ สวทช. ด้านมิติลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จากการพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (AI-C) ตามกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ด้วย

นายธาวินทร์ ลีลาคุณารักษ์ ผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กล่าวว่า สิ่งที่ได้ประโยชน์จากระบบนิรันดร์ คือ การค้นหาข้อมูลผู้สูงอายุ จากเดิมจะบันทึกทำลงกระดาษ กว่าที่เราจะค้นหาเอกสารชื่อผู้สูงอายุต้องใช้เวลานาน แต่เมื่อมีระบบนิรันดร์ แค่พิมพ์ชื่อย่อผ่านระบบฯ บนโทรศัพท์มือถือก็สามารถเลือกหาผู้สูงอายุที่เราต้องการได้ในเสี้ยววินาที นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์เรื่องของพิกัดที่อยู่ของผู้สูงอายุ เมื่อเรารู้ชื่อ รู้ตำแหน่งบ้านผู้สูงอายุ ก็สามารถลงพื้นที่บ้านผู้สูงอายุได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญข้อมูลการดูแลในมิติต่าง ๆ ที่เราดูแลผู้สูงอายุทุกเดือน สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างแม่นยำ เช่น ข้อมูลการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ ทำให้เราสามารถประสานงานหน่วยงานต่าง ๆ ให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว
“ระบบนิรันดร์ยังมีปัญหาและความท้าทาย จากการเก็บข้อมูลพบว่าผู้บริบาลอายุน้อย: ลาออกเมื่อได้งานประจำ ขณะที่ผู้บริบาลบางคนบางคนพบว่างานยากเกินกว่าจะรับมือได้ เช่น การเจอผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาด้านต่างๆ ทุกวัน ทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้กำลังพิจารณาเพิ่มเกณฑ์อายุผู้บริบาลเป็น 35 ปีขึ้นไป และมีแนวคิดกระตุ้นพลังใจทุก 3 เดือน”ศาสตราจารย์ ดร.กนก กล่าวทิ้งท้าย

คุณสมบัติและการคัดเลือกผู้บริบาลผู้สูงอายุ
สำหรับโครงการบริบาลฯ กระทรวง พม. ได้เริ่มดำเนินการนำร่องโครงการ ตั้งแต่ปี 2567 โดยนำร่องใน 19 พื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก สกลนคร อุบลราชธานี สงขลา ปัตตานี มีผู้บริบาลฯ จำนวน 35 คน ซึ่งผลลัพธ์ในปีแรก พบว่า มีผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลคุ้มครองทางสังคม จำนวนมากกว่า 24,340 คน และต่อมาในปี 2568 จึงขยายผลการดำเนินงานโครงการให้ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ 156 พื้นที่
ผู้บริบาลฯ จำนวน 307 คน รวมทั้งสิ้น 342 คน (ปี 2567 – 2568) มีผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลคุ้มครองทางสังคม จำนวนมากกว่า 342,000 คน ซึ่งในอนาคต ปี 2569 กระทรวง พม. มีแผนขยายผลพื้นที่ดำเนินงานโครงการให้ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ 256 พื้นที่ 76 จังหวัด สร้างผู้บริบาลฯ เพิ่มขึ้น จำนวน 536 คน สำหรับคุณสมบัติต้องเป็นคนในชุมชนนั้น ได้รับการยอมรับในชุมชน และสามารถใช้สมาร์ทโฟนได้ โดยไม่มีเกณฑ์ความรู้ขั้นต่ำ ร่วมกับผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริบาลจะได้รับการอบรม 240 ชั่วโมง (ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ)



