เมื่อวันที่ 18 พ.ค. แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. เปิดเผยถึงการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ว่า แนวโน้มการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเพื่อแผยแพร่ในประเทศไทยขณะนี้มีความเป็นไปได้สูงว่า จะไม่เดินหน้าซื้อลิขสิทธิ์ เนื่องจากราคาที่ผู้ถือลิขสิทธิ์เสนออยู่ในระดับสูงมาก ต่อรองราคาแล้วทางผู้ถือลิขสิทธิ์ไม่ยอมลดราคาให้ และเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ช่วงเวลาแข่งขันตามเวลาประเทศไทย และโอกาสในการหารายได้จากโฆษณา โดยรัฐบาลไทยพยายามเจรจาต่อรองโดยยึดกรอบวงเงินใกล้เคียงกับที่ สำนักงาน กสทช. เคยสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การเจรจากลับไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากราคาที่ผู้ถือลิขสิทธิ์คาดหวังยังสูงกว่ากรอบที่ไทยสามารถรับได้อย่างมาก ขณะเดียวกันทางเอกชนก็มองว่า ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เนื่องจากช่วงเวลาเตะไม่สอดคล้องกับเวลาที่คนไทยจะรับชมได้อย่างสะดวก

“การไม่ซื้อลิขสิทธิ์ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เห็นความสำคัญของฟุตบอลโลก แต่ต้องพิจารณาความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณอย่างรอบคอบ เพราะการแข่งขันฟุตบอลโลกมีระยะเวลาเพียงประมาณ 1 เดือน ขณะที่ต้นทุนลิขสิทธิ์อยู่ในระดับสูงมาก หากนำงบประมาณจำนวนดังกล่าวไปใช้ในภารกิจอื่น อาจเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในวงกว้างมากกว่า”

แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. กล่าวต่อว่า ฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ยังมีข้อจำกัดสำคัญด้านเวลาแข่งขันตามเวลาประเทศไทย โดยบางคู่เริ่มแข่งขันประมาณตี 3 และบางคู่จบในช่วงเช้าประมาณ 10.00 น. ทำให้พฤติกรรมการรับชมของคนไทยอาจไม่คึกคักเท่าการแข่งขันที่จัดในยุโรปหรือเอเชีย อีกทั้งธุรกิจที่เคยได้รับอานิสงส์จากฟุตบอลโลก เช่น ร้านอาหาร สถานบันเทิง หรือกิจกรรมชมฟุตบอลร่วมกัน ก็อาจไม่สามารถใช้โอกาสนี้สร้างรายได้ได้เต็มที่

ขณะเดียวกัน การขายโฆษณาและการหารายได้เชิงพาณิชย์จากการถ่ายทอดสดยังมีข้อจำกัดสูง เนื่องจากช่วงเวลาแข่งขันไม่เอื้อต่อการรับชมในวงกว้าง ส่งผลให้ภาคเอกชนยังไม่แสดงความสนใจชัดเจนในการร่วมสนับสนุนงบประมาณซื้อลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อประเมินแล้วว่าโอกาสคืนทุนจากรายได้โฆษณาอาจไม่สูงพอเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ต้องจ่าย

“ราคาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในตลาดต่างประเทศอยู่ในระดับหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบางประเทศที่มีจำนวนประชากรมากกว่า ไทยหลายเท่าอย่างเช่น จีน และอินเดีย อาจเฉลี่ยต้นทุนต่อหัวได้ต่ำกว่า ขณะที่ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 60 กว่าล้านคน หากต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในระดับสูงใกล้เคียงกับประเทศขนาดใหญ่ ก็อาจทำให้ภาระต้นทุนต่อหัวสูงเกินไป และยิ่งตอกย้ำว่าการซื้อลิขสิทธิ์รอบนี้อาจไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ต้องใช้ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 พ.ค. 69 จะมีการหารือกันภายในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อหาขอสรุปรวมกันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และหน่วยงานที่รับผิดชอบจะแจ้งทางการอีกครั้ง ขณะเดียวกันหากเอกชนที่มีศักยภาพต้องการจะเจรจาซื้อลิขสิทธิ์เอง ทางภาครัฐก็ไม่ขัดข้อง” แหล่งข่าว กล่าว