“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า ภาพรวมการขนส่งทางอากาศของประเทศไทยในขณะนี้ พบว่า จำนวนผู้โดยสาร และปริมาณเที่ยวบินปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลไตรมาส 2 ปี 2568 (เม.ย.-มิ.ย.2568) ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 16.77% โดยมีผู้โดยสาร 33.01 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้โดยสารภายในประเทศ 15.59 ล้านคน ลดลง 12.23% และระหว่างประเทศ 17.42 ล้านคน ลดลง 20.46% ทั้งนี้สาเหตุที่ลดลงเนื่องจากเข้าสู่ช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว (Low season) โดยมีการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวหลักอย่างจีน จากปัญหาขาดความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ขณะที่ความต้องการการเดินทางของประเทศอื่นๆ ก็ยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนตลาดหลักอย่างจีนได้

ขณะที่ปริมาณเที่ยวบินในไตรมาส 2 มีปริมาณ 2.20 แสนเที่ยวบิน ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 10.29% แบ่งเป็น เที่ยวบินภายในประเทศ 1.14 แสนเที่ยวบิน ลดลง 7.03% และระหว่างประเทศ 1.06 แสนเที่ยวบิน ลดลง 13.55% สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสาร ส่วนปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศในไตรมาส 2 มีปริมาณ 4.16 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมา 9.02% แบ่งเป็น การขนส่งสินค้าภายในประเทศ รวม 7,911 ตัน ลดลง 5.13% และระหว่างประเทศ 4.08 แสนตัน เพิ่มขึ้น 9.34% สาเหตุที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีประเด็นการปรับเพิ่มขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกา
สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทย เริ่มมีแนวโน้มชะลอตัวมาตั้งแต่เดือน ก.พ.2568 เนื่องจากต้องเผชิญกับปัจจัยเชิงลบ ทั้งเหตุการณ์ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย เหตุการณ์แผ่นดินไหว รวมถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางหลักอย่างนักท่องเที่ยวจีน ทั้งนี้เมื่อพิจารณาสถิติการขนส่งทางอากาศในเส้นทางบินจีน–ไทย พบว่า ช่วงเดือน ม.ค.–มิ.ย.2568 มีผู้โดยสารขาเข้าอยู่ที่ 3.06 ล้านคน ลดลงจากปีที่ผ่านมา 15.61% ซึ่งมีผู้โดยสารขาเข้า 3.63 ล้านคน โดยมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่เดือน ก.พ.เป็นต้นมา

สำหรับช่วงไตรมาส 2 มีผู้โดยสารขาเข้าในเส้นทางบินจีน–ไทย เฉลี่ย 4.44 แสนคนต่อเดือน ลดลงจากช่วงไตรมาส 1 ประมาณ 23.05% โดยผู้โดยสารอยู่ที่ 5.92 แสนคนต่อเดือน ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมายังประเทศไทยลดลงในช่วงเวลาดังกล่าวเช่นกัน แม้ว่าเดือน ก.พ. และ เม.ย. จะเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวจีนก็ตาม แต่จำนวนนักท่องเที่ยวยังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนเลือกเดินทางไปประเทศอื่นแทน อาทิ เวียดนาม และญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องติดตามแนวโน้มการชะลอตัวของตลาดนักท่องเที่ยวจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งหา และส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต และพัฒนา เพื่อเป็นตลาดทดแทนในระยะยาวในประเทศไทย โดยหลังจากนี้ต้องเริ่มทำตลาดทั้งอาเซียน ยุโรป และอเมริกาไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการเดินทางมาไทยในอันดับต้นๆ และควรให้ความสำคัญในระดับใกล้เคียงกัน ไม่หนักด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป เพื่อลดผลกระทบหากมีการลดลงของการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย.



