ไมโครพลาสติกเหล่านี้มีขนาดเพียง 1-10 ไมโครเมตร นั่นหมายความว่ามันมีขนาดเล็กมากพอที่จะสามารถเล็ดลอดเข้าไปยังปอดส่วนลึกของมนุษย์เราได้

ซีเอ็นเอ็น สหรัฐอเมริกา รายงานว่า ทีมวิจัยได้ทำการเก็บตัวอย่างอากาศทั้งภายในอพาร์ตเมนต์และรถยนต์ จากนั้นพบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ใหญ่อาจสูดดมไมโครพลาสติกเข้าไปได้มากถึง 6.8 หมื่นชิ้นต่อวัน ซึ่งสูงกว่าตัวเลขที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 100 เท่า โดยแหล่งกำเนิดหลักของไมโครพลาสติกเหล่านี้มาจากการเสื่อมสภาพของวัสดุและข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นพรม ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ หรือแม้แต่ชิ้นส่วนพลาสติกในแผงหน้าปัดและพวงมาลัยรถยนต์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องโดยสารรถยนต์ซึ่งเป็นพื้นที่ปิดและมีการระบายอากาศจำกัด พบว่า มีปริมาณไมโครพลาสติกในอากาศสูงกว่าภายในบ้านถึงเกือบ 4 เท่า (เฉลี่ย 2,238 ชิ้นต่อลูกบาศก์เมตรในรถ เทียบกับ 528 ชิ้นในบ้าน) ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนเมืองที่ต้องใช้เวลาอยู่ในรถนานขึ้นเรื่อย ๆ

นักวิจัยจึงได้ออกโรงเตือนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากอนุภาคพลาสติกขนาดจิ๋วเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปยังอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ได้ ซึ่งสิ่งที่จะตามมานั้นมีตั้งแต่โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง การรบกวนระบบฮอร์โมน ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาการเจริญพันธุ์ ไปจนถึงโรคมะเร็ง และด้วยเหตุที่คนส่วนใหญ่ใช้เวลามากกว่า 90% ของชีวิตอยู่ในพื้นที่ปิด ความเสี่ยงที่ว่ามาทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว อีกทั้งปัญหาดังกล่าวนี้ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ในประเด็นด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

Gear stick. Close up view of interior of brand new modern luxury automobile.

สำหรับประเทศไทย แม้สถานการณ์ไมโครพลาสติกจะเริ่มได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ทว่าประเด็นดังกล่าวก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดย กรมควบคุมมลพิษรายงานว่าไทยติดอันดับ 6 ของโลกในปริมาณขยะพลาสติกที่รั่วไหลลงสู่ทะเลมากกว่า 3 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกันข้อมูลจากผลการวิจัยในประเทศยังพบว่า น้ำประปาที่ผ่านการบำบัดแล้ว ยังมีไมโครพลาสติกปนเปื้อนเฉลี่ย 95 ชิ้นต่อลิตร รวมถึงในน้ำดื่มบรรจุขวดบางยี่ห้อก็พบว่ามีปริมาณไมโครพลาสติกสูงถึงกว่า 220 ชิ้นต่อลิตร

เพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐบาลจึงได้กำหนด โรดแม็ป (Roadmap) การจัดการขยะพลาสติก พ.. 2561–2573 ขึ้น เพื่อลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง และมีเป้าหมายผลักดันการรีไซเคิลพลาสติกให้ได้ 100% ภายในปี 2570 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 12 อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิล และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน

Sack of sorted multicoloured shredded plastic garbage at waste recycling factory

ทั้งนี้ ในฐานะปัจเจก บุคคล เราเองก็สามารถลดการรับไมโครพลาสติกได้ด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น การเปลี่ยนมาใช้ภาชนะที่ทำจากโลหะหรือแก้วแทนพลาสติก หลีกเลี่ยงการอุ่นอาหารในภาชนะพลาสติก และการพกถุงผ้าเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก แม้จะเป็นเพียงการลดความเสี่ยงในระดับหนึ่ง แต่ก็ถือเป็นส่วนสำคัญของการป้องกัน เพราะไมโครพลาสติกไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราเท่านั้น แต่ยังคงอยู่ในระบบนิเวศไปยาวนานนับร้อยปี การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้สามารถก้าวสู่สังคมที่ หายใจสะอาด ได้อย่างแท้จริง.