เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 15 ส.ค. ที่รัฐสภา น.ส.สิริลภัส กองตระการ สส.กทม. เขต 4 พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาหาแนวทางการปรับปรุงระบบบริการสุขภาพจิตของประชาชนทุกช่วงวัย ในคณะ กมธ.การสาธารณสุข แถลงข่าวเหตุการณ์พลทหารใช้อาวุธปืนยิงประชาชน จ.สุรินทร์ และมาตรการรองรับด้านสุขภาพจิต

โดย น.ส.สิริลภัส กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เกิดเหตุพลทหารใช้อาวุธปืนยิงใส่ประชาชนจนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย สถานณการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสุขภาพจิตของทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารที่อยู่ในพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ความดึงเครียดที่เข้มข้นตามแนวชายแดน ตนขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัว เหตุการณ์นี้เป็นอีกครั้งที่สะท้อนว่า กระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ ยังไม่สามารถดูแลสุขภาพจิตและความเครียดของบุคลากรความมั่นคงของกองทัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น.ส.สิริลภัส กล่าวอีกว่า กรณีทหารทำร้ายพลเรือนอันเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่ครั้งแรก สังคมไทยเราเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วจากเหตุกราดยิงโคราช เดือนกันยายน ปี 2563 มีผู้เสียชีวิตถึง 31 คน และเหตุยิงที่กรมยุทธศึกษาทหารบก กทม. มีผู้เสียชีวิต 2 คน เราต้องจับตาไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาและความเสี่ยงของสังคมต้องแบกรับ อันเนื่องจากกองทัพที่ไม่ดูแลผู้ปฏิบัติงาน

น.ส.สิริลภัส กล่าวอีกว่า ความรุนแรงและแรงกดดันต่าง ๆ ทั้งจากสภาพแวดล้อมที่ต้องเตรียมพร้อมในการปะทะอยู่ตลอดเวลา รวมถึงปัจจัยภายใน จนส่งผลให้ทหารผู้ปฏิบัติการ เกิดความเครียดสูง อาจมีภาวะเครียดอย่างรุนแรง และอาการแพนิคในพื้นที่ที่มีการปะทะ แม้จะมีหน่วยแพทย์และสหวิชาชีพประจำการอยู่ แต่ในบางกรณีทหารผู้ปฏิบัติงานบางรายก็เลือกที่จะเก็บความเครียดนั้นไว้เอง และไม่ขอคำปรึกษาจากสหวิชาชีพที่ลงพื้นที่เพื่อดูแลจิตใจ

น.ส.สิริลภัส กล่าวอีกว่า อีก 1 ปัจจัยที่เราทราบดีว่า จำนวนบุคลากรทางการแพทย์และสหวิชาชีพนั้นไม่เพียงพอ และการประเมินสภาพจิตใจนั้น ไม่สามารถประเมินจากภายนอกได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะต้องอาศัยการพูดคุย ทั้งจากผู้บังคับบัญชา และเพื่อนที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยกัน ถึงแม้ว่าจะมีทีม MCATT และ RTARF M-MCATT ลงพื้นที่ดูแลทั้งทหารและประชาชนที่อยู่ในกลุ่มพื้นที่เสี่ยง แต่เมื่อเทียบอัตราจำนวนทีมงาน MCATT และ RTARF M-MCATT กับอัตราทหารและประชาชนนั้น ก็ยังคงไม่เพียงพอที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึง

น.ส.สิริลภัส กล่าวอีกว่า ถึงแม้ว่ากองทัพบกจะได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวและให้ข้อมูลมาตรการการดูแลจิตใจที่จะทำให้ เข้มข้นขึ้น มีการสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งจากผู้บังคับบัญชาและทหารที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยกัน แต่ตนเห็นว่า ไม่ว่าจะมีสถานการณ์ที่มีความดึงเครียด หรืออยู่ในสถานการณ์ปกตินั้น กองทัพควรมีมาตรการการดูแลจิตใจของทหาร ที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานที่ชัดเจน โดยเฉพาะทหารผู้ปฏิบัติงาน และต้องมีการสำรวจประเมินแบบสม่ำเสมอ

น.ส.สิริลภัส กล่าวอีกว่า เพราะตนไม่เชื่อว่า ตามที่โฆษกกองทัพบกได้ออกมาให้ข่าว จะมีทหารจำนวนน้อยหรือส่วนน้อยเท่านั้นที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตที่ต้องได้รับการปรึกษา ตนไม่อยากให้กองทัพแก้ไขปัญหาแค่เฉพาะหน้า เมื่อหมดสภาวะความตึงเครียดแล้ว ความเข้มข้นและมาตรฐานในการดูแลสภาพจิตใจก็จะถูกลดระดับลงไป เพราะหลังจากเกิดสถานการณ์ความรุนแรง หรือการปะทะที่เกิดขึ้นนั้น ทหารผู้ปฏิบัติงานมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะโรคเครียดหลังประสบเหตุการณ์ร้ายแรงตามมา ซึ่งเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ ถ้าไม่มีการติดตามประเมินอาการต่อไป

น.ส.สิริลภัส กล่าวอีกว่า ตนจึงขอเสนอแนะให้กองทัพ ปฏิบัติงานเพื่อดูแลสภาพจิตใจทหารอย่างเคร่งครัด มีการประเมินตั้งแต่เกิดเหตุถึง 2 สัปดาห์ 2 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน และหลังจากเหตุการณ์ 3 เดือนขึ้นไป ตามคู่มือการปฏิบัติงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในการประชุมคณะ กมธ.การสาธารณสุข เรื่องผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขจากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดน ซึ่งตนเองก็ได้สอบถามถึงแนวทางการดูแลสุขภาพจิดของทหาร ก็ได้รับคำตอบว่า ทหารมีระบบบัดดี้ มีคนคอยดูแลประจำกลุ่ม มีระบบคัดกรอง ตั้งแต่ก่อนส่งกำลังพลเข้าพื้นที่ และติดตามผลหลังจากส่งกองกำลังไปแล้ว แต่ดิฉันก็ยังเชื่อว่ายังคงมีความหละหลวม ยังดูแลได้ไม่ครบถ้วน และสิ่งที่สำคัญคือวิสัยทัศน์ของผู้บังคับบัญชาที่จะต้องเปิดกว้าง

น.ส.สิริลภัส กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เพื่อให้ทหารใต้บังคับบัญชา มีความกล้าที่จะขอความช่วยเหลือ ตนขอเรียกร้องให้กองทัพสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจิต คัดกรองกลุ่มเสี่ยง จัดบริการกำลังคนที่ต้องการดูแลสภาพจิตในภายใต้ความตึงเครียดและมาตรฐานการดูแลสภาพจิตใจทหารนั้น ไม่ควรมีเพียงแต่พื้นที่ชายแดนที่มีการปะทะกับกัมพูชาเท่านั้น แต่ควรดูแลให้ทั่วถึงทั้งองคาพยพทั้งหมด เพราะทหารสามารถเข้าถึงอาวุธได้ง่าย เราไม่สามารถทราบได้เลยว่า เมื่อทหารเหล่านี้มีความเครียดและไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ หรือ ภาวะที่ตนเองเป็นอยู่ อาจส่งผลอันตราย ต่อตัวทหารเองและประชาชน

น.ส.สิริลภัส กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นนี้ ในคณะอนุ กมธ. ได้มีการบรรจุวาระเรื่องสุขภาพจิตของบุคลากรทางความมั่นคงไว้เพื่อพิจารณาแล้ว และจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพจิตให้กับทหาร และตำรวจ ตนเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงประสานให้ กมธ.การสาธารณสุข ส่งหนังสือขอเอกสารสถานการณ์สุขภาพจิตและการบริการสุขภาพจิตของกระทรววงกลาโหมและ 3 เหล่าทัพไปเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 

น.ส.สิริลภัส กล่าวอีกว่า รวมทั้งขอรายชื่อผู้รับผิดชอบบริการสุขภาพจิตสำหรับกำลังพลด้านความมั่นคงจากทุกหน่วยงาน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ ตนขอเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมและทุกเหล่าทัพ ให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพจิตกำลังพล ด้วยการให้ความร่วมมือ ส่งผู้รับผิดชอบมาร่วมประชุม และหารือทางออกอย่างจริงจัง