ดร.ณพลเดช มณีลังกา สว.สำรอง กลุ่ม 16 จ.เชียงราย และที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2569 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยมีการพิจารณามาตรา 27 ซึ่งเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี รวมวงเงิน 43,111 ล้านบาท ซึ่งนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 5,518 ล้านบาท โดยมีข้อสังเกตว่าการใช้จ่ายเงินบางส่วนเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา เช่น งบบุคลากร 1,642 ล้านบาท ที่นำไปให้พระ ซึ่งขัดต่อหลักธรรมคำสอน และเงินอุดหนุนอุปถัมภ์นิตยภัต 1,233 ล้านบาท ที่ใช้เงินภาษีจ่ายเป็นเงินเดือนพระสงฆ์ จึงเสนอให้ตัดงบฯ ส่วนนี้ นอกจากนี้ยังเสนอปรับลดงบอุดหนุนปกครองคณะสงฆ์ เงินเดือนรายปี และพัดยศ จาก 16 ล้านบาท เหลือ 8 ล้านบาท รวมถึงงบฯ พระวินยาธิการปีละ 3 ล้านบาท ขณะที่นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ได้อภิปรายในมาตราเดียวกัน ว่างบสำหรับการเผยแผ่และส่งเสริมพุทธศาสนา ใช้งบหลายร้อยล้านบาท แต่พบปัญหาความไม่คุ้มค่า ไม่ทั่วถึง และไม่โปร่งใส พร้อมเสนอให้ตัดงบฯ ในหมวดนี้และยกเลิกโครงการทั้งหมดนั้น

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า การอภิปรายในการพิจารณางบประมาณครั้งนี้ ผู้อภิปรายต้องรับผิดชอบในคำพูดของตัวเอง หากมีเจตนาที่จะไม่ให้รัฐอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา หากพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 กำหนดให้รัฐต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยเฉพาะการสนับสนุนการศึกษาและเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท รวมถึงมีมาตรการป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพุทธศาสนิกชน การอภิปรายของ สส.พรรคประชาชน ที่มีเจตนาโจมตีศาสนาและเสนอให้แยกรัฐออกจากศาสนา รวมถึงตัดงบฯ ในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา จำนวน 5,000 ล้านบาท อาจขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 67 อย่างชัดเจน และอาจขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบถึงขั้นยุบพรรค หรือหากมีการร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อาจสามารถนำไปสู่การพิจารณาความผิดตามกฎหมายได้