ในการพบปะหารือกันระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กับ ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน และผู้นำจากอีกหลายประเทศในยุโรป ที่ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ในความพยายามที่จะหาทางยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ได้มีการพูดถึงประเด็นเรื่อง “Security Guarantees” หรือการรับประกันความมั่นคง ในการประชุมบ่อยครั้ง

วันนี้ “เดลินิวส์” จะพาไปทำความรู้จัก “Security Guarantees” หรือการรับประกันความมั่นคง ในบริบทของสงคราม และเปรียบเทียบบริบทที่แตกต่างระหว่างสงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” และ สงครามหรือการสู้รบระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” รวมทั้งการละเมิดข้อตกลงจะส่งผลในมิติไหน อย่างไรบ้าง

ความเสียหายในยูเครนที่เกิดขึ้นในสงครามกับรัสเซีย-ยูเครน (เครดิตภาพ : AFP)

“Security Guarantees” หรือการรับประกันความมั่นคง หมายถึงพันธสัญญาอย่างชัดเจนหรือโดยนัย ที่ประเทศมหาอำนาจภายนอกให้การคุ้มครองและช่วยเหลือประเทศใดประเทศหนึ่งที่อยู่ในสภาวะความขัดแย้งหรือถูกคุกคาม โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อ:

  1. ยับยั้งการโจมตี (Deterrence): ทำให้คู่กรณีที่มีศักยภาพในการโจมตีคิดให้รอบคอบก่อนที่จะลงมือ เพราะรู้ว่าจะมีมหาอำนาจอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
  2. สร้างความมั่นใจ (Reassurance): ให้ความเชื่อมั่นแก่ประเทศที่ได้รับประกันว่าหากถูกโจมตี จะได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งช่วยลดความหวาดระแวงและความจำเป็นในการสะสมอาวุธด้วยตนเอง
  3. สนับสนุนกระบวนการสันติภาพ: เป็นเครื่องมือสำคัญในการชักจูงให้คู่ขัดแย้งยอมเจรจาหรือปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ เพราะมีความมั่นใจว่าจะไม่ถูกโจมตีซ้ำอีกในอนาคต

การรับประกันความมั่นคงแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก:

  • Positive Security Guarantees: พันธสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือทางทหารหรือการสนับสนุนอื่นๆ ในกรณีที่ถูกโจมตี ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ มาตรา 5 ของสนธิสัญญา NATO ที่ระบุว่าการโจมตีสมาชิกคนใดคนหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด
  • Negative Security Guarantees: พันธสัญญาว่าจะไม่กระทำการบางอย่าง เช่น การไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์กับประเทศที่ไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

Security Guarantees ในบริบทสงครามรัสเซีย-ยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กับ โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน และผู้นำจากอีกหลายประเทศในยุโรป ประชุมหารือที่ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ในความพยายามยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ในการประชุมล่าสุดที่ทำเนียบขาว มีประเด็นสำคัญในทุกมิติดังนี้:

1. มิติการเมืองและยุทธศาสตร์

  • ข้อเสนอของสหรัฐและยุโรป: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำยุโรปเสนอว่า สหรัฐและพันธมิตรยุโรป จะให้การรับประกันความมั่นคงแก่ยูเครน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพ
  • การปฏิเสธการเข้าเป็นสมาชิก NATO: ในการเจรจาครั้งนี้ สหรัฐและพันธมิตรยุโรป ไม่ได้เสนอการรับประกันในรูปแบบเดียวกับมาตรา 5 ของ NATO โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ปฏิเสธแนวคิดนี้อย่างชัดเจน
  • รูปแบบที่กำลังพิจารณา: แทนที่จะเป็น NATO-like guarantee แบบเต็มรูปแบบ มีแนวโน้มว่าการรับประกันนี้จะเป็นไปในลักษณะของ “Coalition of the Willing” หรือกลุ่มประเทศที่ยินดีให้การสนับสนุน ซึ่งอาจรวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางอากาศโดยสหรัฐ และการส่งกองกำลังภาคพื้นดินโดยชาติยุโรป แต่ไม่ใช่ในรูปแบบกองทัพสหรัฐ

2. มิติทางทหาร

  • การสนับสนุนทางอากาศจากสหรัฐ : ทรัมป์ระบุอย่างชัดเจนว่าจะไม่ส่งทหารภาคพื้นดินของสหรัฐ เข้าไปในยูเครน แต่สหรัฐ อาจให้การสนับสนุนทางอากาศ ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญในการป้องกันการโจมตีในอนาคต
  • บทบาทของยุโรป : ผู้นำยุโรปเสนอว่าจะส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปในยูเครนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงภายหลังข้อตกลงสันติภาพ รวมถึงการให้การฝึกอบรมและจัดหาอุปกรณ์ทางทหารเพิ่มเติม เพื่อให้กองทัพยูเครนมีความแข็งแกร่งพอที่จะป้องกันตนเองได้
  • การเสริมสร้างศักยภาพของยูเครน : ประธานาธิบดีเซเลนสกีเองก็เน้นย้ำว่า “การรับประกันความมั่นคงที่แท้จริงคือการมีกองทัพที่แข็งแกร่ง” ดังนั้น การรับประกันนี้ต้องเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อให้ยูเครนสามารถปกป้องตนเองจากความก้าวร้าวของรัสเซียในอนาคต
วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ยังสงบนิ่งหลังการประชุมหารือของผู้นำสหรัฐในความพยายามยุติสงคราม (เครดิตภาพ : AFP)

3. มิติทางกฎหมาย

  • ความแตกต่างจากมาตรา 5 : การรับประกันความมั่นคงที่จะเกิดขึ้นนี้ จะแตกต่างจากพันธกรณีทางกฎหมายที่มีผลผูกพันอย่างชัดเจนเหมือนมาตรา 5 ของ NATO แต่จะเป็นข้อตกลงทางการเมืองที่อาจมีความยืดหยุ่นมากกว่า
  • การจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร : เซเลนสกีต้องการให้มีการจัดทำรายละเอียดของ “Security Guarantees” เหล่านี้เป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้มีความชัดเจนและเป็นทางการ

4. ข้อกังวลและอุปสรรค

  • ความไม่แน่นอนของคำมั่นสัญญา : แม้จะมีการประกาศ แต่รายละเอียดที่ชัดเจนและพันธกรณีทางกฎหมายยังคงคลุมเครือ ซึ่งทำให้หลายฝ่ายยังคงกังวลว่าคำสัญญาเหล่านี้ จะมีน้ำหนักมากพอที่จะยับยั้งรัสเซียได้หรือไม่
  • ความต้องการของรัสเซีย : รัสเซียก็เรียกร้อง “การรับประกันความมั่นคง” ของตนเองเช่นกัน โดยเตือนว่าการที่ NATO ขยายตัวไปทางตะวันออก คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัสเซีย การเจรจาจึงต้องคำนึงถึงข้อกังวลของทุกฝ่าย
  • ความแตกต่างในมุมมอง : ในขณะที่ยูเครนต้องการให้การรับประกันนี้เป็นเหมือน “นาโตเวอร์ชันย่อส่วน” ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อเกิดการโจมตี แต่รัสเซียกลับปฏิเสธแนวคิดนี้ โดยมองว่าอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายมากขึ้น

สรุปแล้ว “Security Guarantees” ในบริบทนี้ คือการพยายามสร้างกรอบความมั่นคงใหม่ให้กับยูเครนภายหลังสงคราม โดยมีสหรัฐและพันธมิตรยุโรป เป็นผู้ให้คำมั่นสัญญาในการช่วยเหลือทางทหารและการสนับสนุนอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียเข้าโจมตียูเครนอีกในอนาคต ซึ่งเป็นทางเลือกที่ยูเครนต้องยอมรับเมื่อไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิก NATO ได้อย่างเต็มรูปแบบ

Security Guarantees ในบริบทการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา

ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีไทย กับ พล.อ.ฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา ตกลง “หยุดยิงโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข” เริ่มตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ในการเจรจาที่มาเลเซีย โดยมี อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซีย เป็นคนกลาง (เครดิตภาพ : AFP)

ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น เช่น กรณีพิพาทชายแดนปราสาทเขาพระวิหาร จะมีมิติที่แตกต่างจากกรณีรัสเซีย-ยูเครน อย่างมาก เนื่องจากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่เหมือนกันเลย หรือแม้แต่การสู้รบในปัจจุบันก็เช่นกัน

ในกรณีไทย-กัมพูชา การรับประกันความมั่นคงในเชิงการสู้รบสามารถพิจารณาได้จากหลายมิติ ดังนี้ :

1. บทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ

ในความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา องค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญคือ สหประชาชาติ (UN) และ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

  • สหประชาชาติ : ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งหยุดยิงและเจรจา โดยเฉพาะผ่านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งมีอำนาจในการออกมติและส่งผู้สังเกตการณ์เข้าไปในพื้นที่พิพาท
  • อาเซียน : มีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในฐานะ “คนกลาง” หรือ “คนในครอบครัว” (ASEAN Family) เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย โดยใช้หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน และการเจรจาอย่างสันติ ซึ่งเป็นรูปแบบการรับประกันความมั่นคงที่มุ่งเน้นการสร้างสันติภาพในภูมิภาคมากกว่าการใช้กำลังทหาร

2. มหาอำนาจภายนอก

ในอดีต จีน และ สหรัฐอเมริกา มีบทบาทที่ซับซ้อนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีนโยบายที่แตกต่างกันไป

  • จีน : มักมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับกัมพูชา โดยให้การสนับสนุนทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นการให้ “การรับประกันความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์” ทางอ้อม เพื่อเป็นพันธมิตรในภูมิภาค ในทางกลับกัน จีนก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยเช่นกัน ทำให้บทบาทของจีนมีความละเอียดอ่อน
  • สหรัฐอเมริกา : ในฐานะมหาอำนาจที่มีนโยบาย “Pivot to Asia” สหรัฐมีสนธิสัญญาพันธมิตรทางทหารกับประเทศไทย ซึ่งเป็น “การรับประกันความมั่นคงเชิงบวก” ที่ชัดเจน แต่ในกรณีพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา บทบาทของสหรัฐ จะมุ่งเน้นไปที่การลดความตึงเครียดและสนับสนุนการเจรจามากกว่าการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเปิดเผย

3. การรับประกันความมั่นคงในเชิงการทหาร

  • ไทย : มีพันธมิตรทางทหารที่สำคัญคือสหรัฐ ผ่านสนธิสัญญา SEATO (South-East Asia Treaty Organization) ในอดีต และการฝึกซ้อมร่วม Cobra Gold ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงพันธสัญญาในการช่วยเหลือด้านการทหารในกรณีที่ถูกคุกคามจากภายนอก
  • กัมพูชา : ได้รับการสนับสนุนทางทหารและยุทโธปกรณ์จากจีนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยเสริมสร้างศักยภาพทางทหารของกองทัพกัมพูชา

4. การรับประกันความมั่นคงในรูปแบบข้อตกลงทวิภาคี

การแก้ปัญหาชายแดนส่วนใหญ่ใช้กลไกการเจรจาแบบ ทวิภาคี (Bilateral) ระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยตรง ซึ่งถือเป็น “การรับประกันความมั่นคงเชิงสันติ” ที่เน้นการยุติความขัดแย้งผ่านการเจรจาทางการทูต และการกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนเพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

สรุปได้ว่า ในบริบทไทย-กัมพูชา การรับประกันความมั่นคงไม่ได้หมายถึงการที่มหาอำนาจจะเข้ามาทำสงครามแทนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหมือนในกรณีรัสเซีย-ยูเครน แต่เป็นการใช้กลไกทางการทูต การไกล่เกลี่ยของอาเซียน และการสนับสนุนทางยุทธศาสตร์จากมหาอำนาจภายนอก เพื่อให้ความขัดแย้งยุติลงและสามารถเจรจาแก้ไขปัญหาได้อย่างสันติ

แล้วถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตก จะเกิดอะไรขึ้น?

เมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตกลง หรือ “Security Guarantees” ที่ได้ทำไว้ ผลที่ตามมาจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของสงครามรัสเซีย-ยูเครน และกรณีไทย-กัมพูชา เนื่องจากบริบทและลักษณะของข้อตกลงไม่เหมือนกัน

1. กรณีรัสเซีย-ยูเครน

หากรัสเซียเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงและโจมตียูเครนอีกครั้ง จะเกิดผลกระทบที่ซับซ้อนและรุนแรงในหลายมิติ :

โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ยืนยันจะไม่มีทางยอมเสียดินแดนให้รัฐบาลมอสโกอย่างเด็ดขาด (เครดิตภาพ : AFP)
  • มิติทางทหาร:
    • การใช้กำลัง : สหรัฐและพันธมิตรยุโรป จะสามารถใช้กำลังทางทหารเพื่อช่วยเหลือยูเครนได้ทันที ตามที่ได้ระบุไว้ในข้อตกลง ซึ่งอาจหมายถึงการโจมตีทางอากาศเพื่อทำลายกำลังรุกรานของรัสเซีย หรือการส่งกองกำลังภาคพื้นดินของยุโรปเข้าไปช่วยปกป้องยูเครน
    • การจัดหาอาวุธ : การจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงจะถูกเร่งด่วนมากขึ้น เพื่อให้ยูเครนสามารถป้องกันตัวเองได้
    • ความเสี่ยงที่สงครามจะบานปลาย : การใช้กำลังของชาติ NATO (สหรัฐและยุโรป) กับรัสเซียโดยตรง อาจนำไปสู่สงครามที่ขยายวงกว้างและอาจมีความเสี่ยงในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ได้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ทุกฝ่ายต้องการหลีกเลี่ยง
  • มิติทางการเมือง:
    • ความน่าเชื่อถือ : ความน่าเชื่อถือของรัสเซียในเวทีระหว่างประเทศจะลดลงอย่างมาก และอาจถูกพิจารณาว่าเป็นประเทศที่ไร้พันธะสัญญาและไม่สามารถเจรจาด้วยได้อีก
    • การคว่ำบาตร : การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหม่และรุนแรงกว่าเดิมจะถูกนำมาใช้ทันที เพื่อบีบให้รัสเซียยุติการกระทำดังกล่าว ซึ่งอาจรวมถึงการตัดระบบการเงิน การห้ามการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ และมาตรการอื่นๆ ที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียอย่างสาหัส
  • มิติทางกฎหมาย:
    • การขึ้นศาล : อาจมีการพิจารณาดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

2. กรณีไทย-กัมพูชา

หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตกลงที่เคยทำไว้ (เช่น ข้อตกลงหยุดยิงหรือการถอนกำลังทหาร) ผลที่ตามมาจะแตกต่างกันมากเนื่องจากมีกลไกการจัดการที่เน้นการทูตและองค์กรระดับภูมิภาค :

รมว.การต่างประเทศของไทย และ กองทัพบก นำทุ่นระเบิดที่ยึดได้จากฝ่ายกัมพูชา บริเวณพื้นที่ภูมะเขือ มาแสดงให้คณะผู้แทนจากต่างประเทศได้ดู พร้อมตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาที่บิดเบือนข้อมูลทุ่นระเบิดหลอกนานาชาติและใส่ร้ายประเทศไทย
  • มิติทางการทูต:
    • อาเซียนเข้ามาไกล่เกลี่ย : ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ โดยเฉพาะอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนในขณะนั้น จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยอย่างเร่งด่วน เพื่อเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
    • การประชุมฉุกเฉิน : จะมีการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศหรือผู้นำอาเซียนเป็นการเร่งด่วน เพื่อหาทางออกร่วมกัน
    • การประณาม : แม้จะไม่มีการคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ แต่ประเทศสมาชิกอาเซียนและนานาชาติอาจออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าว
  • มิติทางทหาร:
    • การส่งผู้สังเกตการณ์ : องค์กรต่างๆ เช่น สหประชาชาติ หรืออาเซียน อาจส่งคณะผู้สังเกตการณ์เข้าไปในพื้นที่พิพาท เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานสถานการณ์ต่อประชาคมโลก ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการปะทะที่ขยายวงกว้าง
    • การใช้กำลัง: เป็นไปได้น้อยมากที่มหาอำนาจภายนอกอย่างสหรัฐหรือจีน จะส่งกำลังทหารเข้ามาทำสงครามแทนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากนโยบายของพวกเขาในภูมิภาคนี้เน้นการรักษาเสถียรภาพมากกว่าการเข้าแทรกแซงด้วยกำลังทหารโดยตรง
  • มิติทางกฎหมาย:
    • การขึ้นศาลโลก : ในกรณีพิพาทที่เกี่ยวข้องกับเขตแดน ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะเข้ามามีบทบาทในการวินิจฉัยและตัดสินข้อพิพาท ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับคำตัดสินของศาล

สรุปแล้ว การละเมิดข้อตกลงในแต่ละบริบทจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในกรณีของรัสเซีย-ยูเครน มีความเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงกับมหาอำนาจโลก และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ในขณะที่กรณีของไทย-กัมพูชา ผลที่ตามมาจะเป็นการใช้กลไกทางการทูตและองค์กรระดับภูมิภาคในการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลายไปสู่สงครามขนาดใหญ่