เมื่อวันที่ 20 ส.ค. คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) จาก 8 ประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา โดยเฉพาะการโจมตีพลเรือนและสถานที่ที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร โดยได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลพนมดงรัก ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีด้วยจรวด BM-21 ถึง 3 ลูก ตั้งแต่เหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา แรงระเบิดทำให้อาคารหลายส่วนเสียหายเกือบทั้งหมด รวมถึงอาคารที่สร้างเพื่อรองรับกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และแฟลตที่พักแพทย์ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดหลักการสู้รบตามกฎหมายมนุษยธรรมสากลที่ห้ามโจมตีเป้าหมายพลเรือน

จากนั้นคณะผู้สังเกตการณ์ IOT และสื่อมวลชน ได้เดินทางไปที่ช่องจุ๊ปตะโมก ซึ่งที่ สิบเอก ธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 เหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา เจ้าหน้าที่อธิบายว่า โดยปกติแล้ว บริเวณจุดนี้วางแนวรั้วลวดหนามทั้งหมด 3 แนว มาตั้งแต่ปี 54 แล้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ของประเทศไทย ส่วนนอกแนวรั้วลวดหนาม กัมพูชาสามารถลัดเลาะขึ้นมาได้ ซึ่งคณะก็อาจจะได้ยินเสียงของทหารกัมพูชาได้

ก่อนเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ยังมีการลาดตระเวนตามปกติ แต่วันที่ 11 ส.ค. ไม่สามารถลาดตระเวนได้ เพราะมีฝนตกหนัก กระทั่งวันที่ 12 ส.ค. ก็เกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิด จึงได้จัดชุดตรวจค้นวัตถุระเบิดแล้วก็พบระเบิดอีก 3 ลูก อยู่บริเวณใกล้เคียง

จากนั้นจึงให้คณะผู้สังเกตการณ์เข้าไปดูบริเวณที่ สิบเอก ธีรพล เหยียบกับระเบิดซึ่งเป็นพื้นที่ของไทย ทางเจ้าหน้าที่ TMAC อธิบาย และชี้ให้คณะผู้สังเกตการณ์ดูจุดที่พบระเบิดอีก 3 จุด ซึ่งกู้หมดแล้ว และเมื่อเช้าได้มีการเคลียร์พื้นที่อีกครั้งเพื่อต้อนรับคณะผู้สังเกตการณ์ จึงพบระเบิดเพิ่มอีก 1 ลูก อยู่ไม่ห่างจากจุดที่เหยียบระเบิดไม่กี่ร้อยเมตร ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชาน่าจะลักลอบขึ้นมาวางกับระเบิดช่วงกลางคืน เพราะกำลังพลที่อยู่ในฐาน ได้ยินเสียงขวดที่ผูกไว้กับลวดหนาม ลักษณะได้ยินเสียงเหมือนมีคนเขย่ารั้วลวดหนาม

ในจุดนี้ทางผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย สอบถามทางนายทหารที่เดินตาม สิบเอก ธีรพล บอกว่า เดินห่างจากสิบเอก ธีรพล ประมาณ 1-2 เมตร ก่อนเกิดเหตุ ทำให้ตนยังคงหูอื้ออยู่ หลังจากฟังบรรยายสรุป ทางผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียจึงเข้าไปสวมกอดนายทหารที่เดินตาม สิบเอก ธีรพล เพื่อให้กำลังใจ