ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่จะยกระดับมาตรฐานเกษตรกรชาวสวนยางเป็นล้านคนให้เป็นหนึ่งเดียว และอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ด้วยนวัตกรรมที่เรียกว่า “โฉนดต้นยาง”
โดยแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของต้นยางพารา แต่คือการสร้างมาตรฐานกลาง ที่ทำให้ต้นยางพารามีมูลค่าและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

จุดเริ่มต้นแนวคิดโฉนดต้นยาง

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนที่ 68 มอบนโยบายโครงการโฉนดต้นยางพารา เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถใช้ต้นยางพาราที่มีเอกสารสิทธิ์ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกู้เงิน
นำไปต่อยอดการลงทุนและอาชีพ

โดยมอบหมายให้ ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการ การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ขับเคลื่อนโครงการฯ โดยมีการริเริ่มแนวคิดว่าต้นไม้ที่ปลูกโดยเกษตรกรชาวสวนยางนั้นควรถูกยอมรับในสิทธิ์ แม้จะไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน
จึงเกิด “โฉนดต้นยางพารา” ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่งต้นยางพาราที่ถูกแปลงเป็นสินทรัพย์จะมีข้อมูลลักษณะเชิงวิทยาศาสตร์และพิกัดที่แม่นยำ พร้อมระบุตัวตน อายุ สายพันธุ์ และปริมาณคาร์บอนเครดิต เพื่อแสดงถึงความเป็นเจ้าของที่แท้จริงและมีสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์จากผลผลิต

“โฉนดต้นยางพารา” นี้มีเป้าหมายหลักในการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา ซึ่งถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ
ของประเทศ ให้มีมูลค่าเทียบเท่ากับอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ประโยชน์ของโฉนดต้นยางพารา

“โฉนดต้นยางพารา” จะไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่การแสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเท่านั้น แต่ยังช่วยปลดล็อกเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและธุรกิจให้กับเกษตรกรอย่างรอบด้าน

1. ใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ : เกษตรกรชาวสวนยางสามารถใช้โฉนดต้นยางเป็นสินทรัพย์รับรอง เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

2. แสดงมูลค่าทางเศรษฐกิจ : ยืนยันว่าต้นยางพารามีมูลค่าที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้

3. ใช้เป็นหลักประกันทางการเงิน : โดยการนำมูลค่าที่รับรองแล้วมาใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมหรือทำธุรกรรมต่างๆได้

4. รองรับเกณฑ์ EUDR : ผ่านข้อมูลที่โปร่งใสของโฉนดต้นยางพารา และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทำให้สามารถส่งออกยางพาราไปยังตลาดโลกที่อยู่ในกลุ่มสหภาพยุโรปได้ตามข้อกำหนดของ EUDR

5. บริหารจัดการคาร์บอนเครดิต : สามารถนำข้อมูลต้นยางจากโฉนดต้นยางพาราไปใช้ในการคำนวณ เพื่อบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพิ่มรายได้ หรือรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมทางสิ่งแวดล้อม

ความท้าทายระดับโลก

– เกษตรการจำนวนมาก ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน

– กฎ EUDR ของสหภาพยุโรป กำหนดว่าการปลูกพืชต้องไม่บุกรุกป่า หลังปี 2020

– ประเทศไทย มีสวนยางพารากว่า 22ล้านไร่ แต่ยังไม่มีข้อมูลจำนวนต้นยางที่แท้จริง

เชื่อมตลาดท้องถิ่น 600 แห่ง

ข้อมูลจาก “โฉนดต้นยางพารา” จะถูกรวบรวม เข้าสู่ระบบประมวลราคายางทั่วประเทศ โดยเชื่อมโยงกับ
ตลาดยางพารากว่า 600 แห่งทั่วประเทศที่ กยท. ดำเนินการอยู่ โดยสร้างราคากลางจากการซื้อขายจริง ( Real Trade Price) ต่อเนื่องสู่ตลาดกลางยางพารา Thai Rubber Trade (TRT) ระบบประมูล แพลตฟอร์มออนไลน์ และการเจรจาตรง จึงกลายเป็นโมเดลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำให้เกิดราคากลางที่เป็นธรรม และยกระดับราคายางพาราไทยสู่เวทีโลก

โฉนดต้นยางพารา มีความแม่นยำชี้พิกัดได้

โฉนดต้นยางพารา มีความแม่นยำสูง ด้วยข้อมูลสำคัญอย่างพิกัด GPS รายต้น ทั้งละติจูดและลองจิจูด รวมถึงข้อมูลอายุ สายพันธุ์ เนื้อไม้ และปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จัดเก็บในรูปแบบ QR Code

กยท. ตั้งเป้าจัดทำโฉนดต้นยางพาราให้กับเกษตรกรชาวสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง และมีต้นยางอายุระหว่าง 7-18 ปี จำนวนกว่า 468,907 ราย ในพื้นที่กว่า 3.9 ล้านไร่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสวนยางพาราได้สูงถึง 270 – 457 บาทต่อต้น หรือประมาณ 18,900 – 31,990 บาทต่อไร่ (เฉลี่ย 70 ต้น ต่อไร่)

คุณสมบัติเกษตรกรที่จะได้รับสิทธิ์จากโฉนดต้นยางพารา

1. ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)

2. มีชื่อเป็นเจ้าของ หรือครอบครอง ที่มีสิทธิ์ในต้นยางพาราโดยชอบด้วยกฎหมาย

และเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ได้มีการมอบ “โฉนดต้นยางพารา” ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศไทยให้ได้ 40% อีกด้วย โดย “โฉนดต้นยางพารา” มีไว้เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของเกษตรกรไทย ช่วยสร้างอนาคตที่มั่นคงและยกระดับมาตรฐานยางพาราไทย