เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 68 นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่ชิงปิดประชุมก่อนพิจารณาญัตติ​ MOU 2543-2544 ​เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยยืนยัน​ว่าได้รับการประสานงานว่า ​หลังกระทู้เสร็จให้เข้าวาระรับทราบรายงานของหน่วยงาน​ 4-5 หน่วยงาน​ แต่วันนั้นมีเพียงหน่วยงานเดียว​ที่มีความพร้อมคือกองทุนสื่อสร้างสรรค์​ จากนั้นได้รับประสานอีกว่า หากไม่มีอะไรแล้วให้ปิดการประชุม​ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเองรู้สึกเสียใจ​ ที่ถูกมองเป็นคนปิดประชุม​ เพื่อหนีปัญหา​ ทั้งที่การตกลงเป็นการพูดคุยกันระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องพูดคุยกันให้จบ และตนเองเพิ่งฟังจากการสัมภาษณ์​ของฝ่ายค้าน​ ว่า​จะมีการเสนอญัตติด้วยวาจา 

“ในฐานะที่เป็นประธานไม่รับทราบเลย เพราะการประสานงานกัน​ คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ไม่มีสิทธิรับรู้เลย​ แต่ก็เห็นประธานวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลเดินพูดคุยกันอยู่บ่อยครั้ง​ และก็รอสัญญาณอยู่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่​ แต่กลับไม่ได้รับการประสานงานมา​ จึงคิดว่าไม่มีวาระอะไรต่อไปแล้ว​ จึงสั่งปิดประชุมตามข้อตกลงเดิม​ โดยยืนยันได้ว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง​” นายไชยา กล่าว 

นายไชยา ยังกล่าวถึงการรับยื่นหนังสือของกลุ่มผู้ชุมนุม​ ในเนื้อหาสาระต้องการให้สมาชิกรัฐสภา เสนอญัตติในการเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ซึ่งขั้นตอนนั้นยังไม่เกิดขึ้น ต้องให้พรรคการเมือง​แต่ละพรรค​ เป็นผู้เสนอเข้ามา​ ทำให้ตนเองไม่ทราบว่า​ จะมีการพิจารณาในวันดังกล่าว ขอยืนยันว่าที่สั่งปิดประชุมไปเป็นการผิดพลาดในการสื่อสาร​ หากทำไม่ให้สังคมไม่สบายใจก็ขอโทษ​ แต่หลังจากนี้อยากจะเรียกร้องว่า​งานสภาไม่สามารถราบรื่นได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือ ไม่อยากให้สมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลใช้กลไกสภา มองเป็นเรื่องการเมืองมากเกินไป อยากให้เวทีสภาเป็นเวทีของการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ตรงไหนที่เป็นประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ​ น่าจะถอยคนละก้าว เพื่อผลักดันให้งานสภาเดินไปได้ นี่คือความตั้งใจที่อยากเห็น ไม่อยากเห็นความขัดแย้ง และบรรยากาศฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เป็นเวทีของการแก้ไขปัญหา นี่เป็นเรื่องใหญ่​ และมองว่าทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน​ 

เมื่อถามว่า ส่วนการปิดประชุมครั้งก่อน​ๆ ถือเป็นเรื่องของเสียงปริ่มน้ำหรือไม่​ นายไชยา​ กล่าวว่า​ การประชุมจะราบรื่นหรือไม่​ วิป​ 2 ฝ่ายต้องคุยกัน เพราะการประชุมไม่ใช่เรื่องของวิปฝ่ายรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว​ แน่นอนว่าองค์ประชุมเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาล​ แต่อยากให้มองว่ากฎหมายอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ ไม่อยากให้มองเป็นกฎหมายของรัฐบาลฝ่ายเดียว เพราะกฎหมายที่ออกมาไม่ได้ถูกบังคับใช้เฉพาะฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน แต่บังคับใช้กับประชาชนทุกคน​ ดังนั้น​ อะไรที่เป็นประโยชน์และสามารถขับเคลื่อนประเทศได้​ ก็ขอความร่วมมือฝ่ายค้านด้วย​ แต่ก็ยอมรับว่า​ในเรื่องของเกมการเมืองฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ก็เป็นแบบนี้มาทุกยุคทุกสมัย​ แต่สำหรับเวทีนิติบัญญัติอยากจะให้เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาจริงๆ​

“ที่ผ่านมาอาจจะมีความไม่สบายใจ ทำให้ไม่ถูกใจ​ ที่ผมปิดประชุมแล้วหนีไป ความรู้สึกแบบนี้มันมี ผมก็ต้องขอโทษ​ แต่ก็อยากเรียกร้องไปยังสองฝ่ายให้คุยกัน อันไหนที่ยืดหยุ่นได้ ถ้อยทีถ้อยอาศัยได้ เดินกันคนละก้าวได้หรือไม่ อย่างที่ผมรับทราบมา ญัตติ MOU คุยกัน 5 รอบก็ไม่จบ เพราะฉะนั้นบนบัลลังก์ จึงไม่มีสิทธิรับรู้เลยว่าเจรจาอะไรกันจบหรือไม่ รู้เพียงว่าฝ่ายหนึ่งอยากให้ตั้งกรรมาธิการอีกฝ่ายหนึ่งไม่อยากให้ตั้งกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ก็ไม่สามารถประชุมต่อได้” นายไชยา กล่าว

เมื่อถามว่า จะเป็นการชิงปิดประชุมไปเรื่อยๆ ในลักษณะนี้ ท่ามกลางเสียงปริ่มน้ำใช่หรือไม่​ นายไชยา​ กล่าวว่า​ ไม่​ ซึ่งความรับผิดชอบต้องเป็นของวิปรัฐบาล ​ต้องทำงานเป็นกติกาอยู่แล้ว​ว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบเสียงของรัฐบาลเอง​ เพราะฉะนั้นอย่าได้มากล่าวว่าสภา​ 

“ผมไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร ถึงแม้จะมาจากพรรคเพื่อไทยก็ตาม แต่วันที่มานั่งเป็นประธานด้วยความสำนึกในหน้าที่ ว่าถ้าหากเราทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เราก็จะถูกตำหนิจากสมาชิก เพราะฉะนั้นคนที่มอนิเตอร์ผมไม่ใช่ฝ่ายค้าน แต่เป็นประชาชน​ เพราะฉะนั้นถ้าหากผมดำเนินการอะไรไปที่ไม่เป็นกลาง ผมก็จะถูกตำหนิ​ เครดิตทางการเมืองก็จะเสียหาย​ และต้องเข้มงวดเรื่องของเสียงในสภาให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาแบบนี้” นายไชยา กล่าว.