เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เดินทางยื่นหนังสือถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าของคดีที่เกี่ยวข้องกับ “วัดพระธรรมกาย” ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 9 ปี แต่คดียังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน

นายสนธิญา เปิดเผยว่า ตนมีข้อสงสัยต่อการดำเนินคดีของหน่วยงานยุติธรรม โดยเฉพาะในกรณีวัดพระธรรมกายที่มีรายงานว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีมากถึง 346 คดี แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่าคดีอยู่ในขั้นตอนใดและดำเนินไปถึงไหนแล้ว ขณะที่พระสงฆ์ทั่วไปหรือประชาชนในคดีอื่น ๆ กลับถูกดำเนินการอย่างรวดเร็ว มีการจับกุมและตัดสินคดีในระยะเวลาไม่นาน ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความเสมอภาคและความเป็นธรรม

นายสนธิญา กล่าวต่อว่า ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา คดีสำคัญ เช่น กรณีพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยังคงค้างคาอยู่ในชั้นสอบสวนของ DSI แม้จะมีการออกหมายจับและติดตามความเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 59 แต่จนถึงปัจจุบันกลับยังไม่สามารถปิดคดีได้ ขณะที่วัดและพระสงฆ์อื่น ๆ ในหลายจังหวัดถูกดำเนินการอย่างเข้มงวดจนต้องลาสิกขาจำนวนมาก

นายสนธิญา ระบุว่า เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม จึงเสนอให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” รอง ผบช.ก. เข้ามารับผิดชอบดูแลคดีนี้ เนื่องจากเชื่อมั่นในความสามารถและประสบการณ์ที่เคยคลี่คลายคดีพระสงฆ์และคดีทุจริตหลายกรณีได้สำเร็จ พร้อมย้ำว่าการดำเนินคดีต้องเป็นไปอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ นายสนธิญา ยังเรียกร้องให้ DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกองปราบปรามและอีก 9 หน่วยงานที่เคยเกี่ยวข้องกับสำนวนคดี ออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนว่า คดีจำนวนกว่า 300 คดีที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายมีความคืบหน้าอย่างไร เพราะประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่ชัดเจน หากไม่ชี้แจงอาจก่อให้เกิดความเข้าใจว่าหน่วยงานรัฐเลือกปฏิบัติ

“ผมยืนยันว่าประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายกว่า 346 คดี ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ปี 2559 หากไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจน ก็ย่อมถูกตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมไทย” นายสนธิญา กล่าวทิ้งท้าย