เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นายชัยชนะ เดชเดโช รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข้อห่วงใยต่อคำสั่งให้หนังสือรับรองสุขภาพแรงงานต่างด้าวตามที่ประมาณการกว่า 4 แสนใบ ที่ออกโดยสถานพยาบาลที่ไม่ได้รับการรับรองจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เป็นโมฆะ และขอให้สถานประกอบการเว้นการจ้างงานแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ไปก่อน อาจจะกระทบกำลังการผลิต โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศขาดแคลนแรงงานว่า เรื่องนี้ชัดเจน ซึ่งเราก็บอกไปแล้วว่า บุคคลที่รู้ตัวว่าได้รับใบรับรองแพทย์โดยสถานพยาบาล 41 แห่งที่ยังไม่ได้รับการอนุญาตจาก สบส. นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ทางแก้ไขก็แค่ไปตรวจใหม่ให้ถูกต้อง ซึ่งการตรวจก็ใช้เวลาไม่นาน ระหว่างนี้เราก็ต้องมาหาทางออกว่าจะผ่อนปรนร่วมกันอย่างไร แต่ทางกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเราพบการทำผิดแล้ว เราไม่ทำอะไรก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
“ผมคิดว่า สถานพยาบาลที่เราลงพื้นที่ไปตรวจแล้วนั้น เขาก็น้อมรับว่าได้กระทำแบบนั้นจริง บางที่ยอมรับว่าสะเพร่าจริง บางที่ยอมรับว่าทำผิดจริง เพราะในเอกสารมติ ครม. เขาปลดล็อกให้เมื่อเดือน ก.ย. กระทรวงสาธารณสุข ก็ประกาศกฎกระทรวง ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2567 ซึ่งผมคิดว่าทุกที่ก็รู้อยู่แล้ว เราเข้าใจดีว่ากระทบภาคอุตสาหกรรม แต่ในนี้เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องแก้ไข ทางกระทรวงสาธารณสุขเราบอกแล้วว่า เราไปตรวจเพื่อทำให้เกิดการกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าเราปล่อยไป แล้ว 1. สุดท้ายมีการกระทำความผิดสะสมขึ้นเรื่อยๆ แล้วมาโทษเราอีกว่าปล่อยปละละเลย 2. ถ้าเกิดโรคระบาดขึ้นมาจริงๆ คนที่รับผิดชอบก็เป็นกระทรวงสาธารณสุขอีก” รมช.สาธารณสุข กล่าว
เมื่อถามว่า ณ วันนี้ มีโรงพยาบาลที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมสบส. แต่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานไว้ ได้มีการส่งรายงานเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวมาให้หรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า สถานพยาบาลทุกแห่งที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานไว้ แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมสบส.นั้น ตนได้มอบหมายให้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ที่สถานพยาบาลแห่งนั้นตั้งอยู่เข้าไปตรวจสอบทุกแห่ง พร้อมขอข้อมูลจำนวนแรงงานว่าอยู่ที่ไหน โดยหน้าที่เราแค่ตรวจว่า มีการออกเอกสารรับรองการตรวจสุขภาพจริงหรือไม่ ส่วนอื่นเป็นหน้าที่กรมการจัดหางานและตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่เข้าไปดำเนินการต่อว่าแรงงานเหล่านี้ยังมีตัวตนอยู่หรือไม่ ยังทำงานในไทยอยู่หรือไม่ หลังจากนี้นายจ้าง และบริษัทจัดหางานต่างๆ ก็ต้องเร่งพาไปตรวจสุขภาพให้ถูกต้อง เรื่องก็จบ
เมื่อถามว่า กระทรวงแรงงาน มีการประสานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มาที่กระทรวงสาธารณสุขเพิ่มเติมหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า รมว.แรงงาน ก็มีการสัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ว่าอะไรที่ยังไม่ถูกต้อง ก็ไปทำให้ถูกต้อง ส่วนตัวก็กำชับที่กรมสบส. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้วว่า หากสถานพยาบาลมาขออนุญาต แล้วทำมาตรฐานถูกต้องก็อนุญาตให้เขาไป เพราะต้องยอมรับว่า ในสถานพยาบาล 41 แห่งที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสบส.นั้น มีทั้งลักษณะที่ถูกต้องก็มี ทั้งที่ไม่ถูกต้องก็มี เช่น บางแห่งไม่มีห้องแล็บ ห้องเอกซเรย์ แบบนี้ก็ไม่สามารถอนุมัติขึ้นทะเบียนให้ ส่วนทางกระทรวงแรงงาน ไม่มีการยกหูมาพูดคุยแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้ว่ากันไปตามข้อมูล หลักฐาน หากตรวจพบว่าผิดก็ผิด
“จริงๆ เราเข้าใจภาคอุตสาหกรรม แต่ภาคราชการเราก็ต้องเข้าใจเขาด้วย ดังนั้นการจะเดินไปด้วยกันได้ ผมคิดว่ารายชื่อสถานพยาบาลก็มีประกาศในเว็บไซต์ สามารถหาได้ว่าใครผ่าน ไม่ผ่านบ้าง ฉะนั้นนายจ้างทุกคนทราบดีอยู่แล้ว ถ้าผิดก็พาไปตรวจใหม่ ก็แค่นั้น ถามว่ากระทบไหม ผมเชื่อว่าขณะนี้แรงงานก็ต้องอยู่ในที่ตั้ง ก็ต้องมีการทำงาน ก็ต้องมีกระทบบ้าง แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก็จะมีผลกระทบมากกว่านี้อีก” รมช.สาธารณสุข กล่าว
ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า จากการตรวจสอบขยายผลยังพบสถานพยาบาลที่รับตรวจสุขภาพต่างด้าว โดยที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสบส.อีกจำนวนมาก ส่วนกรณีคลินิกที่ปรากฏรายชื่อขึ้นทะเบียนตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวกับกรมการจัดหางาน ซึ่งตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว เช่นถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายและจะต้องถูกยกเลิก สำหรับค่าตรวจสุขภาพใหม่นั้นอยู่ที่แรงงานกับนายจ้าง และสถานพยาบาลจะตกลงกัน อย่างโรงพยาบาลที่เราไปตรวจมาก็รับปากว่าตรวจให้ใหม่โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ส่วนหากมีที่ไหนออกใบรับรองสุขภาพให้โดยไม่มีการตรวจสุขภาพจริง จะถือเป็นความผิดทำหลักฐานเท็จ มีความผิดอาญา และมีโทษจำคุก 2 ปี ส่วนแพทย์ที่เซ็นรับรองก็จะต้องส่งให้แพทยสภาพิจารณาเรื่องจริยธรรมแพทย์ แต่ตอนนี้ยังไม่พบลักษณะดังกล่าว ซึ่งตรวจสอบได้ยาก หากไม่มีผู้เสียหายหรือผู้ร้องเรียน.



