เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 ส.ค. ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ (ห้องราชา) กรุงเทพฯ กลุ่ม “รวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย” นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำ นปช. , นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาปฏิรูปประเทศ, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี และนายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการด้านกฎหมาย ร่วมกันจัดแถลงข่าวต่อสาธารณะ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีว่าการนายกรัฐมนตรีเฉพาะตัว

โดยบรรยากาศที่โรงแรมเป็นไปอย่างคึกคัก มวลชนทยอยเดินทางมาร่วมรับฟังการแถลงข่าวจำนวนมาก ซึ่งหลังจากคำวินิจฉัยสิ้นสุดลง มวลชนทุกคนต่างพากันส่งเสียงโห่ร้อง “ออกไป ๆ ๆ” ด้วยความดีใจต่อคำวินิจฉัยของศาล

นายพิชิต ไชยมงคล กล่าวว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้ตอกย้ำข้อเรียกร้องที่กลุ่มเคยยืนยันมาโดยตลอดว่า “ความสัมพันธ์ส่วนตัวไม่ควรอยู่เหนือผลประโยชน์ของชาติ” พร้อมวิจารณ์ว่าพรรคเพื่อไทยยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของนายทักษิณ ชินวัตร และไม่สมควรได้รับความไว้วางใจให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ 31 ส.ค. นี้ เวลา 12.00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ย้ำว่าไม่ใช่การปลุกระดมหรือสร้างความวุ่นวาย แต่เป็นการใช้สิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ พร้อมเตือนว่า “อย่าคิดว่าเมื่อแพทองธารพ้นตำแหน่งแล้วทุกอย่างจบ หากยังมีการสืบทอดอำนาจในเงาของตระกูลชินวัตร เราจะยกระดับการเคลื่อนไหวทันที”

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กล่าวเสริมว่า แม้วันนี้จะถือเป็น “ชัยชนะของประชาชน” แต่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนจับตาทุกการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองตกอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ส่วนบุคคลหรือประเทศเพื่อนบ้าน

ขณะที่นายแก้วสรร อติโพธิ ย้ำว่าการต่อสู้ของกลุ่มไม่ใช่เรื่องบุคคล แต่คือการโค่น “โครงสร้างทางการเมือง” ที่ปล่อยให้อำนาจเงินครอบงำทุกระดับ และใช้ประชานิยมแลกคะแนนเสียงโดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อประเทศ

กลุ่ม “รวมพลังแผ่นดิน” ยังแสดงความกังวลต่อความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก MOU พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย (ปี 2543–2544) และทบทวนการเปิดคาสิโนตามแนวชายแดน ซึ่งอาจกระทบความมั่นคงในอนาคต

ทั้งนี้ แกนนำยืนยันว่าการชุมนุมใหญ่วันที่ 31 ส.ค. จะจัดขึ้นอย่างสงบ มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลความปลอดภัย พร้อมจัดเวทีปราศรัยและพื้นที่บริการประชาชน โดยระบุว่าเป็น “การเริ่มต้นชัยชนะของประชาชน” ที่ต้องเดินหน้าต่อจนกว่าการเมืองไทยจะยุติระบบอิทธิพลและอำนาจเงิน.