เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์พายุหนองฟ้า ได้ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนของจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะที่อำเภอน้ำหนาว และอำเภอหล่มเก่า ทำให้มวลน้ำจำนวนมาก ไหลหลากเข้าสู่อำเภอหล่มสักในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา

ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักเพิ่มสูงจนล้นพนังกั้นน้ำ ซึ่งมีความสูงจากแม่น้ำถึง 11 เมตร ส่งผลให้แม่น้ำป่าสักไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจในเขตเทศบาลเมืองหล่มสักอย่างรุนแรง ร้านค้าและประชาชนต่างเร่งอพยพขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง แต่หลายรายไม่สามารถขนย้ายได้ทัน ทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยสถานการณ์ครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หรือเมื่อ 14 ปีก่อน

นอกจากนี้ ในช่วงค่ำของวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา พนังกั้นน้ำแม่น้ำป่าสักบริเวณหน้าวัดไพรสณฑ์ศักดาราม พระอารามหลวง ได้พังทลายลง 2 ช่อง ทำให้น้ำทะลักเข้าสู่วัดและชุมชนโดยรอบอย่างรวดเร็ว

นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก และนายกิตติ พั้วช่วย นายกเทศมนตรีเมืองหล่มสัก ได้นำกำลังพลพร้อมเครื่องจักรเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยนำแบริเออร์ซีเมนต์และกระสอบทรายเข้าปิดกั้นในจุดที่พัง จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง

ล่าสุดเมื่อเวลา 05.00 น. ของวันนี้ (1 ก.ย. 68) ระดับน้ำในพื้นที่เทศบาลเมืองหล่มสักเริ่มทรงตัว แต่บางจุดยังมีน้ำท่วมสูงประมาณ 50 เซนติเมตร รถยนต์ขนาดเล็กยังไม่สามารถสัญจรผ่านได้ โรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่หล่มสักและหล่มเก่า จำเป็นต้องปิดการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ขณะเดียวกัน พื้นที่อำเภอหล่มเก่า ซึ่งได้รับผลกระทบหนักเมื่อวานนี้ ล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ นายพงษ์รัตน์ เมืองปาก ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พบว่ายังคงมีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะในตำบลตาดกลอย ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านวังขอน ประมาณ 40 หลังคาเรือน และหมู่ที่ 8 บ้านวังม่วง ประมาณ 10 หลังคาเรือน ส่วนพื้นที่อื่นสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และประชาชนเริ่มทำความสะอาดบ้านเรือนแล้ว

สำหรับอำเภอหล่มเก่า ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั้ง 9 ตำบล โดยบ้านเรือน ทรัพย์สิน และพื้นที่ทางการเกษตรของประชาชนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะนี้ทางอำเภอได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้นำชุมชน เร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อนำเสนอรายงานต่อจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อขอประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย และเร่งให้ความช่วยเหลือต่อไป.