หลังรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เผชิญข่าวด้านลบ ถาโถมอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาที่ดินเขากระโดง โครงการ TH-AI Passport หรือ “คดีฮั้ว สว.” ดูเหมือนรัฐบาลเริ่มตั้งลำ เร่งโชว์ผลงาน ทั้งด้านฝ่ายบริหาร ใช้กรรมาธิการ (กมธ.) ประจำสภาผู้แทนราษฎร เป็นฝ่ายรุกตอบโต้ฝ่ายค้าน ไม่ใช่ตกเป็นฝ่ายรับเพียงอย่างเดียว โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า “นายอนุทิน” ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้กำชับให้รัฐมนตรี ประธาน กมธ. สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในสัดส่วนของพรรค เร่งขับเคลื่อนการทำงาน ตามที่พรรคมอบหมาย และสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ โดยจะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานภายในระยะเวลา 1 ปี

“หากผู้ดำรงตำแหน่งรายใด มีผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จะมีการปรับเปลี่ยนทั้งในระดับรัฐมนตรี ประธาน กมธ. และตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีศักยภาพและมีผลงานโดดเด่นเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน โดยจะไม่ยึดติดกับการจัดสรรโควตาตามแนวทางเดิม” แหล่งข่าว กล่าวและว่า การส่งสัญญาณดังกล่าว สะท้อนความต้องการของนายอนุทินที่ต้องการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในสังกัดพรรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา หลังพรรคเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ “น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ในการกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” ใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ รวมถึงการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือสนธิกำลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยวันที่ 22 มิ.ย. เวลา 11.00 น. นายอนุทิน จะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงผลการดำเนินงานในการปราบปรามสแกมเมอร์และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล

ด้าน “นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ” สส.ศรีสะเกษ พรรค ภท. ในฐานะประธานคณะ กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ประธานสภา กำชับและตักเตือนประธาน กมธ.ทุกคณะ ให้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบอำนาจ ตามข้อบังคับการประชุมสภาอย่างเคร่งครัด
เนื่องจากพบว่าช่วงที่ผ่านมา มีการประชุมของ กมธ.บางคณะที่หยิบยกประเด็น ซึ่งอาจไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของคณะตนเอง ขึ้นมาพิจารณา รวมถึงชี้แจงกรณีที่ กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ประชุมร่วมกับ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมฯ เพื่อเดินหน้าตรวจสอบโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมาด้วย

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เพื่อขัดขวางการตรวจสอบ แต่เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีความถูกต้อง ไม่ซ้ำซ้อน ไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ระหว่างกัน และรักษาความศักดิ์สิทธิ์ในการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ
จะเห็นว่า องคาพยพของฝ่ายบริหาร เริ่มเดินหน้าอย่างเต็มที่ ทั้งเร่งโชว์ผลงานในการทำงาน ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ใช้ กมธ. ในส่วนที่ สส. ภท.เป็นประธาน เดินเกมตอบโต้พรรคฝ่ายค้าน หลังตกเป็นรองจากกระบวนการตรวจสอบ โครงการ “TH-AI Passport” จากนี้ต่อไป ต้องรอดูภาพบวกจะเกิดขึ้นกับฝ่ายบริหารหรือไม่
ส่วนประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) หลัง “นายนิกร จำนง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ในฐานะคณะทำงานด้าน รธน.ของพรรค ให้ความเห็นกรณี 2 กมธ.สามัญ ของสภา และ วุฒิสภา หารือกับตุลาการศาล รธน. มีข้อสรุปจากการสัมภาษณ์นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ว่าสามารถมีคูหาให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) ได้ว่า การหารือดังกล่าว เป็นเพียงแนวทางดำเนินการ ไม่ใช่คำวินิจฉัย มองว่าการแก้ไข รธน.เพื่อนำไปสู่การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ต้องเป็นไปตามกรอบ รธน.2560 และตามบรรทัดฐานที่ศาล รธน.เคยวินิจฉัยไว้

คือ คำวินิจฉัยที่ 18/2568 ที่ระบุว่า การจัดทำร่าง รธน.ฉบับใหม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ รธน. รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่าง รธน.ได้โดยตรง มีเหตุผลสำคัญที่อธิบายไว้ ในวารสารศาล รธน. ด้วยว่า รัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขเพิ่มเติม ตามกระบวนการและขอบเขตที่ รธน.2560 กำหนดไว้เท่านั้น หากรัฐสภากำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่าง รธน.โดยตรง เท่ากับรัฐสภาไปสร้างองค์กรอื่น ให้ใช้อำนาจสถาปนาแทนตน ซึ่งรัฐสภาไม่อาจส่งมอบอำนาจในลักษณะดังกล่าวได้
“จะนำประเด็นนี้เข้าหารือกับคณะกรรมการกฎหมาย พรรค ภท. จะมีการนัดประชุมครั้งแรกในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ แต่เบื้องต้น ยืนยันว่าการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเนื้อหา ในร่างแก้ไขที่พรรค ภท.เสนอ กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมสมัครเข้ามาเป็น ส.ส.ร.ที่รัฐสภาคัดเลือก และกำหนดให้มีสภารับฟังความคิดเห็น ที่มาจาก ส.ส.ร. ส่วนหนึ่งไปรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นระยะเวลานานถึง 1 ปี ถือว่าเหมาะสม แต่กรณีจะให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.เข้ามา แต่ ส.ส.ร. ไม่มีส่วนยกร่าง รธน.ได้ เพราะอาจขัดกับคำวินิจฉัยศาล รธน. เท่ากับว่าไม่เปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” นายนิกร กล่าว และว่า เมื่อไม่นานนี้ มีการหารือกัน แล้วพากันสรุปว่า สามารถทำประชามติเหลือเพียงแค่สองครั้ง แต่คำวินิจฉัยสุดท้ายก็ออกมา สุดท้ายต้องทำประชามติสามครั้งอยู่ดี
ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์กรณีการตั้งข้อสังเกตการเมืองในปัจจุบันว่า เป็นการทำสงครามระหว่างค่ายสีน้ำเงินกับค่ายสีส้มนั้น ว่า พรรค ปชน.ไม่ได้พุ่งเป้าการทำสงครามไปที่พรรคการเมืองใด แต่สิ่งที่เราทำสงครามคือการเมือง ในระบอบสีน้ำเงิน ที่เคยพูดไปว่าใหญ่กว่าพรรค ภท. ครอบคลุมไปถึงองค์กรอิสระ สุดท้ายก็โยงมาที่เรื่องกติกาสูงสุดคือ รธน. จากกรณีที่ตุลาการศาล รธน. ระบุว่า ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนได้ เราพร้อมจะกลับมาปรับปรุงและทบทวนร่างใหม่ เพื่อให้ที่มาของ ส.ส.ร.ยึดโยงกับประชาชนโดยตรงมากขึ้น อยากให้ทุกพรรคทบทวนที่มาของ ส.ส.ร. ส่วนวันประชุมร่วมรัฐสภา ที่จะมีการพิจารณาร่าง รธน. คิดว่าสามารถชะลอออกไปได้ หากได้ร่าง รธน.ดีขึ้น

เมื่อถามถึง กรณีที่นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ระบุว่าความเห็นของตุลาการศาล รธน.ไม่ใช่คำวินิจฉัย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้นายนิกร หรือพรรคการเมืองอื่นๆ บิดคำตรงนี้ คิดว่าข้อคิดเห็นของตุลาการศาล รธน.ค่อนข้างชัดเจน หาก สว.ใช้อำนาจของตัวเอง ไม่มีอิทธิพลของกลุ่มการเมืองใดครอบงำ สามารถชะลอกระบวนการจัดทำ รธน.ไปได้ แต่หากทุกอย่างเดินหน้า ก็เห็นได้ค่อนข้างชัด การให้ความเห็นของพรรคการเมืองใน ส.ส.ร. การขยับเขยื้อนของ สว.ในสภาบน บังเอิญออกมาในทิศทางเดียวกัน และยังยืนยันที่จะเดินหน้าร่าง รธน. ที่เราเห็นว่าไม่ใช่ร่างที่ประชาชนต้องการมากที่สุด คิดว่าเป็นกระบวนการไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น
คำถามคือ การหารือของ กมธ. ของสภา และวุฒิสภา กับตุลาการศาล รธน. มีผลทางกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากมีเพียง 3 คน จากทั้งหมด 9 คน ซึ่งความเห็นดังกล่าว อาจไม่ผูกพันกับคำวินิจฉัยของศาล รธน. หากมีคนไปร้องถึงรูปแบบว่า รูปแบบให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง ขัดกับคำวินิจฉัยของศาล รธน.หรือไม่ ถ้าสรุปออกมาว่า ขัดกับคำวินิจฉัยศาล รธน. คำถามคือใครจะรับผิดชอบ
“ทีมข่าวการเมือง”



