เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 69 เวลา 10.00 น. นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา แถลงข่าวถึงกรณีการพิจารณาบรรจุฮอร์โมน เพื่อการยืนยันเพศสภาพ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) ว่า ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้ก้าวหน้า ในเรื่องการคุ้มครองสิทธิ และความเสมอภาคของประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะผู้มีความหลากหลายทางเพศ เราเห็นการเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านกฎหมาย การเข้าถึงบริการสุขภาพ และการรับรองสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตและการก่อตั้งครอบครัว
นายประพนธ์ กล่าวต่อว่า ล่าสุดการบรรจุฮอร์โมนเพศ เข้าไปในชุดสิทธิประโยชน์บัตรทอง เพื่อให้ผู้มีความจำเป็น สามารถเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย แต่สังคมกําลังติดตาม และตั้งคำถาม ซึ่งไม่เพียงมิติของสิทธิด้านสุขภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความพร้อมของข้อมูลทางวิชาการ ความเหมาะสมในการใช้งบประมาณสาธารณะ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ต่อการบริหารจัดการทรัพยากร ด้านสาธารณสุขของประเทศในภาพรวม วันนี้ กมธ. จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นที่มาของข้อเสนอ หลักเกณฑ์และกระบวนการพิจารณา ข้อมูลทางการแพทย์ ผลการศึกษาที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงผลกระทบในมิติต่างๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสาธารณชน โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นั้นมีเลขาธิการ สปสช. (นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี) เป็นผู้เข้ามาชี้แจง แต่ยังได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงนัดหมายชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 30 มิ.ย. นี้
นายประพนธ์ กล่าวต่อว่า ยืนยันไม่ใช่การตัดสินล่วงหน้าว่าควรหรือไม่ควร มีสิทธิประโยชน์ดังกล่าว แต่เป็นการทําหน้าที่ของคณะ กมธ. ในการติดตาม ตรวจสอบและรวบรวม ข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย เพื่อให้การพิจารณานโยบายสาธารณะ เป็นไปอย่างรอบด้าน โปร่งใส และตั้งอยู่บนหลักฐาน ทางวิชาการที่เพียงพอ ซึ่ง กมธ. เชื่อว่าแต่ละฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกัน คือการทําให้ประชาชนได้รับการดูแลด้านสุขภาพอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม พร้อมกับการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้มีประสิทธิภาพและสามารถดูแลประชาชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป
เมื่อถามว่า กมธ. จะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว เนื่องจากมีการจ่ายยาฮอร์โมนเพศออกไปแล้ว นพ.ประพนธ์ กล่าวว่า เราคงทำตามหน้าที่ของเราในฐานะ กมธ. ซึ่งมีหน้าที่ที่จะเรียกดูข้อมูล กระบวนการหลักการ ตลอดจนหาข้อมูลโดยรอบด้าน เพราะเป็นการบริการทางการแพทย์ เป็นบริการด้านสาธารณสุข ซึ่งครอบคลุมทุกมิติ ส่วนในด้านกฎหมายคงต้องไปอ้างอิงถึงรัฐธรรมนูญ (รธน.) ตลอดจนในเรื่องของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.



