เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 69 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม  สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนได้เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับกรณีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของวัดร่มโพธิธรรม ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย โดยเชิญผู้แทนอธิบดีกรมป่าไม้  อธิบดีกรมที่ดิน  สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้าชี้แจง

นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ ได้รายงานความคืบหน้าภายหลังเปิด “ปฏิบัติการฟ้าสางที่หนองหิน” สนธิกำลัง 9 หน่วยงานลงพื้นที่เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. และ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา พบสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำกว่า 1,054 หลัง รวมพื้นที่ ส.ป.ก.4-01 ทะลุ 1,400 หลัง แม้เจ้าหน้าที่จะใช้ความละมุนละม่อมและนำทีมแพทย์-พมจ. เข้าไปช่วยคัดกรอง แต่ทางวัดกลับสั่งล็อกประตู หลบซ่อนตัว และเดินเกมตอบโต้สารพัดทิศทาง ทั้งร้องเรียนกรรมาธิการฯ ฟ้องศาลปกครองและศาลอาญาคดีทุจริตฯ, กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำลายศาสนา หนำซ้ำไวยาวัจกรวัดที่ยอมเซ็น MOU คืนพื้นที่ 754 ไร่ภายใน 15 วัน กลับลำนำข้อตกลงไปฉีกทิ้งที่โรงพักและอ้างว่าถูกบังคับ

นายพัฒน์พงษ์ กล่าวว่า สำหรับแผนปฏิบัติการขั้นเด็ดขาด ในระยะต่อไป กรมป่าไม้และกรมบังคับคดี เตรียมลุยขออนุมัติศาลออกหมายจับแกนนำ 7 ราย และบริวารที่มีชื่อในทะเบียนบ้านอีก 41 ราย เพื่อนำตัวออกจากพื้นที่ และทันทีที่เคลียร์ผู้บุกรุกออกหมด กรมป่าไม้จะรับมอบพื้นที่คืน และเดินหน้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเถื่อนทั้งหมดตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ชนิดถอนรากถอนโคน

นายชีวะภาพ กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียม พบสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่คล้ายเมืองขนาดย่อมรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ “ป่าภูค้อ-ภูกระแต” อย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญคือการอ้างสิทธิครอบครอง น.ส.3 ก. 1 ฉบับ ของทางวัด ซึ่งพบพิรุธอย่างหนัก เพราะเอกสารสิทธิที่ถูกต้องจะต้องอยู่ติดถนนมะลิวัลย์ แต่ น.ส.3 ก. ฉบับนี้กลับ “บิน” ทะลุเข้าไปอยู่กลางป่าสงวนฯ และทับซ้อนกับพื้นที่ป่าถาวรตามมติ ครม. ซึ่งประกาศไว้ก่อนหน้า

“เรื่องนี้กรมที่ดินต้องเป็นพระเอกขี่ม้าขาว เร่งตรวจสอบและเพิกถอน น.ส.3 ก. ฉบับนี้ทันที เพราะออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากเพิกถอนสำเร็จ สถานะของวัดแห่งนี้ก็ต้องถูกยุบไปด้วย เพราะถือเป็นการจดแจ้งตั้งวัดโดยมิชอบ บิดเบือนในโซเชียลได้ แต่บิดเบือนนิติวิทยาศาสตร์ไม่ได้” นายชีวะภาพ กล่าว

ประธาน กมธ.สิ่งแวดล้อมฯ กล่าวว่า ขอฝากไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยจี้ให้เลิกพฤติกรรม “ลอยตัว” หรือ “ซี้ซั้วถั่วตัด” ปล่อยให้กรมป่าไม้ ตำรวจ และกรมบังคับคดีทำงานเหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียว นอกจากนี้ยังพบขบวนการทุจริตที่ทำให้คดีนี้ยืดเยื้อมาเป็น 10 ปี แม้ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รื้อถอนแล้วก็ตาม โดยพบว่ามีกลุ่มเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. สมคบคิดกับลูกหลานจำเลยในคดี รับแจ้งความเท็จและออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ทับซ้อนลงไปในพื้นที่ป่าสงวนฯ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้และขัดขวางการบังคับคดี ขณะนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้สั่งการให้ บก.ปปป. และ ป.ป.ท. เข้ามาตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ชุดดังกล่าวแล้ว

นายชีวะภาพ  ยังได้แนะให้กรมป่าไม้เร่งบังคับใช้กฎหมาย มาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ประสาน บก.ปปป. และกรมบังคับคดี เดินหน้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง 1,400 หลัง และเตรียมใช้หมายศาลลากคอแกนนำ 40-50 คนที่ขัดขืนอำนาจศาลออกมาลงโทษให้เด็ดขาด.