เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.69 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ว่าเจาะลึกงบ กกต. และรายงาน สตง.ปี 67 “เบาะแสสำคัญคดีฮั้ว สว.”

รายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหน้าที่เป็นหลักฐานใหม่ทางนิติวิทยาศาสตร์การเงิน ที่สะท้อนใบเสร็จมัดตัวความล้มเหลวเชิงโครงสร้างและความสมยอมของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ว่าการได้มาซึ่ง สว. ปี 67 ไม่บริสุทธิ์และไม่เที่ยงธรรม เมื่อนำรายงาน สตง. มาวิเคราะห์เชิงลึกร่วมกับข้อมูลข่าวสารของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคดีพิเศษ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สามารถนำข้อเท็จจริงจากรายงาน สตง. มาเจาะลึกได้ดังนี้

1.งบประมาณในภารกิจจัดให้ได้มาซึ่ง สว. มีแผนใช้จ่ายรวม 1,390.26 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงไปเพียง 913.57 ล้านบาท ส่งผลให้มี เงินภาษีเหลือจ่ายสะสมตกค้างในระบบสูงถึง 475.26 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34.18

เม็ดเงินเกือบ 500 ล้านบาท ที่เหลืออยู่จำนวนมหาศาลนี้ กฎหมายดีไซน์ไว้เป็น อาวุธ ให้ กกต. นำมาจัดสรรขับเคลื่อนการสืบสวนเชิงรุก สร้างสายลับหาข่าวป้องกันกระทำทุจริตการคัดเลือก สว. ค้นหาเส้นทางการเงิน อีกทั้งยังให้อำนาจ กกต. ในการจ่ายเงินรางวัลให้แก่ประชาชนที่ช่วยแจ้งเบาะแสการฮั้วเลือกตั้ง สว. หรือการซื้อเสียง รวมถึงระบบการคุ้มครองพยาน ที่มีมาตรการรักษาความลับสูงสุด และการจัดงบประมาณสนับสนุนค่าที่อยู่หรือค่าเดินทางเพื่อความปลอดภัยหากพยานถูกคุกคาม หรือการกันบุคคลนั้นไว้เป็นพยาน โดยไม่ต้องดำเนินคดี เพื่อให้สามารถสกัดกั้นคนโกงได้ทันทีที่มีเหตุอันควรสงสัย และเหตุใด กกต. จึงไม่สงสัยว่า มี 13 จังหวัดที่ไม่มี สว. แม้กฎหมายไม่ได้กำหนดว่า ต้องมี สว. ทุกจังหวัด แต่จังหวัดเหล่านั้นไม่มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เหมาะสมใน 20 สาขาอาชีพเลย ซึ่งเป็นเรื่องน่าสงสัย

แต่ กกต. กลับเลือกที่จะ แช่แข็งเงินก้อนนี้ไว้เฉยๆ และ สตง. ยังตรวจพบพฤติการณ์ซุกงบประมาณ โดย กกต. ดึงเงินคงเหลือนี้ กลับไปสมทบเป็น เงินเหลือจ่ายสะสม หรือเงินนอกงบประมาณ ของหน่วยงานตนเอง ไม่ยอมส่งคืนคลังแผ่นดินตามกรอบเวลา ทำให้คลังและรัฐบาลไม่สามารถรับทราบยอดเงินคงเหลือที่แท้จริง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องเร่งด่วนอื่น ๆ ของประเทศได้เลย ปล่อยให้ขบวนการอาชญากรรมทางการเมืองตักตวงผลประโยชน์ลากตั้ง สว. จนเสร็จสิ้นภารกิจ

2.ในการเลือกตั้ง สส. ปี 66 มีประชาชนไปใช้สิทธิทั่วประเทศสูงถึง 40 กว่าล้านคน กกต. ตั้งงบสนับสนุนให้หน่วยงานภายนอกเพียงแค่ 1.3 ล้านบาทเท่านั้น

แต่การเลือก สว. ปี 67 ซึ่งเป็นระบบปิด มีผู้สมัครจริงเพียง 48,117 คน แถมในรอบสุดท้ายก็จัดรวมกัน ณ ศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานี เพียงแห่งเดียว กกต. กลับอนุมัติเบิกจ่ายงบสนับสนุนสูงทะลุถึง 203 ล้านบาทเศษ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 100 เท่าตัว

แต่ผลลัพธ์กลับสวนทาง เพราะเสียงครหาเรื่องการทุจริต โพยฮั้ว และการโกงเลือกตั้งดังระงมเต็มบ้านเต็มเมือง โดยที่ระบบราคาแพงเหล่านี้ไม่สามารถตรวจจับความผิดปกติอะไรได้เลย ซึ่ง สตง. พบว่าเงิน 203.37 ล้านบาท ที่จ่ายให้หน่วยงานสนับสนุนภารกิจ มีความผิดปกติเชิงพฤติการณ์หน้างาน ดังนี้

ระบบสื่อสารราคาแพง 143 ล้านบาท กกต. อนุมัติจ่ายงบจัดตั้งระบบสื่อสารอัจฉริยะสูงถึง 143.24 ล้านบาท แต่ในวันเลือกตั้งระดับประเทศ ระบบราคาแพงนี้กลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการสืบทราบ ป้องกัน หรือแจ้งเตือนคณะกรรมการเมื่อเกิดพฤติกรรมการลงคะแนนที่เป็น รูปแบบเลขชุดซ้ำๆ วนเวียน หน้างาน ปล่อยให้คนในโพยจัดตั้งไหลเข้าสภาได้สูงถึง 138 คนจาก 140 คนอย่างแม่นยำ

งบกระทรวงมหาดไทย 35.26 ล้านบาท ข้อมูลฝ่ายสืบสวนกลับถูกปฏิเสธการเข้าถึงฐานข้อมูลดิบและโปรแกรมจัดเก็บ โดยมีการอ้างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ส่งมอบเพียงไฟล์ภาพสแกนใบสมัครที่ไม่สามารถประมวลผลคำนวณเชิงลึกได้ ทำให้ผลงานที่ออกมาไม่คุ้มค่ากับเงินภาษีประชาชน 35.26 ล้านบาท ที่ตั้งใจใช้สนับสนุนการตรวจสอบให้ได้มาซึ่ง สว. จากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่หลากหลายตามกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม เพื่อให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนในสังคม

การจัดทำรายงานผลสัมฤทธิ์เท็จเพื่อลวงตา ร้ายแรงที่สุด สตง. ตรวจพบในหน้า 27-28 ว่า สำนักงาน กกต. บิดเบือนรายงานผลสัมฤทธิ์ประจำปี โดยจงใจเลือกใช้กลุ่มตัวอย่าง จากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหน้างานของตนเองจำนวน 1,050 คน มาเป็นผู้ประเมินและให้คะแนนความโปร่งใสแก่ตัวเอง เพื่อเคลมตัวเลขสร้างภาพสูงถึงร้อยละ 89.58 แทนที่จะวัดผลจากกลุ่มผู้สมัครหรือประชาชนโดยตรง ทั้งนี้เพื่อปกปิดความจริงที่ว่ากระบวนการเลือก สว. ครั้งนี้ เต็มไปด้วยความผิดปกติ

การขานคะแนนแต่ละรอบการเลือก สว. ระดับประเทศ สามารถบันทึกข้อมูลหมายเลขและคะแนนที่ปรากฏเก็บเป็นฐานข้อมูล สำหรับการประมวลผลและวิเคราะห์ในด้านต่างๆ หรือแม้แต่การวิเคราะห์แบบ Real-Time ก็สามารถทำได้ เหตุใดจึงไม่ดำเนินการ แต่กลับใช้วิธีจดด้วยปากกาบนกระดาษแบบเมื่อ 50-60 ปีที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ กกต. ไม่มีฐานข้อมูลสำหรับการทำงานของตนเอง ต้องให้คนอื่นช่วยหายใจ

3.ในด้านโครงสร้างของขบวนการ ตรวจพบว่ามีลักษณะการทำงานแบบปิดลับ แบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะองค์กรอาชญากรรม มีกลุ่มการเมืองร่วมวางแผนและจัดสรรงบประมาณ มีการจัดหาผู้สมัครระดับพื้นที่ กลุ่มติวเตอร์ทำโพย ยึดโทรศัพท์มือถือและกักตัวผู้สมัคร ณ โรงแรมยุทธศาสตร์ เพื่อซักซ้อมโพยล็อกโหวต โดยมีการให้ค่าตอบแทนโหวตเตอร์พลีชีพไล่ระดับตั้งแต่อำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ เพื่อเข้าไปลงคะแนนตามโพยโดยไม่เลือกตัวเอง

พฤติการณ์นี้ส่งผลให้ผลการเลือกตั้งระดับประเทศ ตรงกับหมายเลขในโพยฮั้วแบบ 100 % ขบวนการจัดตั้งสามารถกวาดเก้าอี้ สว. เข้าสภาได้ถึง 138 คน และบัญชีสำรองอีก 2 คน จากโพยล็อกโหวตทั้งหมด 140 คน ผูกขาดอำนาจนิติบัญญัติอย่างเบ็ดเสร็จ

 4.เมื่อพิจารณาข้อกฎหมาย พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อำนาจเด็ดขาดสูงสุดแก่ กกต. ในการสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข หรือยกเลิกการเลือกตั้งและสั่งนับคะแนนใหม่ได้ทันที หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม

แต่ข้อเท็จจริงในวันเลือกตั้งระดับประเทศ ณ ศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานี เมื่อผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดแจ้งเบาะแสขบวนการจดโพยลงในสมุด สว.3 ตั้งแต่เวลา 08.29 น. และในเวลาต่อมามีกลุ่มผู้สมัครเข้ายื่นหลักฐานคาตาว่า บัตรลงคะแนนมีการขานหมายเลขวนเวียนเป็นแพตเทิร์นชุดตัวเลขเดียวกันซ้ำ ๆ อย่างผิดธรรมชาติ ต่อผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับประเทศ ณ ห้องอำนวยการ เพื่อร้องขอให้ใช้อำนาจสั่งระงับเหตุและนับคะแนนใหม่

แต่ผู้บริหารระดับสูงกลับปฏิเสธที่จะใช้อำนาจเด็ดขาดซึ่งหน้า โดยอ้างว่า กำลังยุ่งอยู่กับการตีความกฎหมาย แล้วผลักภาระให้ผู้สมัครไปเขียนคำร้องคัดค้านในวันถัดไปแทน ปล่อยให้ขบวนการทำการนับคะแนนและประกาศผลตามแบบ สว.ป.41 จนเสร็จสิ้นกระบวนการ ล่าสุด คณะสืบสวนและไต่สวนฯ คณะที่ 26 ของ กกต. ได้มีมติชี้มูลความผิดย้อนหลังและแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ร่วมขบวนการและกลุ่มการเมืองผู้สนับสนุนรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 400 คน ซึ่งปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณามีมติของ กกต.

5.เมื่อเจาะลึก งบแสดงฐานะการเงินสิ้นปี 67 ของ กกต. ณ วันที่ 30 ก.ย.67 หลังจากภารกิจเลือก สว. เสร็จสิ้นไปแล้วเกือบ 3 เดือน ยิ่งพบ หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์การเงิน ที่มัดตัวระบบการควบคุมภายในที่ล้มเหลวและส่อพิรุธรุนแรงเพิ่มเติม ประกอบด้วย

ภาวะซอฟต์แวร์ร้างและสินทรัพย์ด้อยค่า จากการที่ กกต. ลงทุนเพิ่มระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระหว่างปีอีก 13.72 ล้านบาท แต่ระบบราคาแพงนี้กลับล้มเหลวในการตรวจจับโพยฮั้วหน้างาน ในทางบัญชีจึงถือเป็นภาวะ สินทรัพย์ด้อยค่า ที่ผลาญเงินแผ่นดินโดยไม่ได้ประโยชน์จริง

บัญชีเจ้าหนี้เงินรับฝาก พุ่งผิดปกติจากเดิมที่มีเพียงแค่ 6 แสนบาทในปีก่อน มาค้างคาในระบบสูงถึง 45.23 ล้านบาท ส่อพิรุธรุนแรงว่าเป็นงบจัดตั้งหรือค่าตอบแทนระดับพื้นที่ที่ไม่โปร่งใส จนติดปัญหาข้อกฎหมายและไม่สามารถจ่ายออกไปได้จริง

 ยอดลูกหนี้เงินยืม หรือเงินทดรองราชการ พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 195 โดยพบเงินหลวงที่ถูกยืมไปจัดเลือก สว. เกินกำหนดเวลาส่งคืนกว่า 15 วัน ค้างเติ่งอยู่ในระบบสูงถึง 5.74 ล้านบาท สะท้อนพฤติการณ์ดึงเงินไปใช้แต่ไม่ยอมส่งใบเสร็จมาเคลียร์หนี้ตามงวดเวลา

กกต. เป็น องค์กรอิสระ ที่จัดตั้งขึ้นให้มีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ

กาลเวลาอีกไม่นานจะเป็นบททดสอบ กกต. ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ตามเจตนารมณ์ขององค์กรอิสระหรือไม่เพียงใด!

.