นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่จนเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบการจัดทำงบประมาณปี 69 ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้ยังคงเดินหน้าปกติ โดยเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 ก.ย. 68 ก็เพิ่งได้ไปเปิดพิจารณาของวุฒิสภา โดยคาดว่าภายใน 2 วันจะพิจารณาแล้วเสร็จ ทำให้กฎหมายงบประมาณสามารถเดินต่อไปได้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะเข้ามาบริหาร ส่วนร่างกฎหมายอื่นๆ ที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ก็ยังคงดำเนินการได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศ โดยในกรณีของไทยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งต่างประเทศก็เริ่มคุ้นชินและสามารถปรับตัวได้ จึงไม่กระทบความเชื่อมั่นมากนัก”
ส่วนกรณีศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐ พิพากษาให้ภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ผิดกฎหมายนั้น เรื่องดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อไทย เพราะไทยไม่ได้แข่งขันโดยตรงกับสหรัฐ แต่แข่งขันกับประเทศที่ส่งออกเข้าสู่ตลาดสหรัฐมากกว่า และแม้การตัดสินของภาษีสหรัฐจะออกมาอย่างไร ไทยก็ยังคงอยู่ในสถานะเดิม ไม่ได้กลับไปใช้ภาษี 10% เนื่องจากหากสหรัฐปรับเปลี่ยน ประเทศอื่นก็ต้องปรับตามเช่นกัน
“ปัญหาที่ไทยเผชิญก็ยังคงเท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มขึ้น และหากมีก็เป็นเพียงบางส่วนกับสหรัฐ ขณะที่สหรัฐเองก็มีปัญหากับหลายประเทศทั่วโลก อีกทั้งสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากไทยจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้ผลิตโดยตรงจากไทยทั้งหมด แต่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน จึงเชื่อว่าผลกระทบต่อไทยจริง ๆ ไม่มากนัก”
รายงานข่าวแจ้งเพิ่มว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 69 ได้กำหนดงบประมาณรายจ่าย 3.78 ล้านล้านบาท แยกเป็นรายจ่ายประจำ 2.65 ล้านล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลัง 123,541 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน 864,077 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อชำระต้นเงินกู้ 151,200 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการรายรับอยู่ที่ 3.49 ล้านล้านบาท และเมื่อหักการคืนภาษีและการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะเหลือรายได้สุทธิ 2.92 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณแบบขาดดุล 860,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ในปีงบประมาณ 69 การตั้งงบรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง เป็นปัจจัยที่ทำให้พื้นที่งบประมาณถูกจำกัดลง และต้องขยายเพดานวงเงินกู้มากขึ้น ส่งผลให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น โดยพบว่าหนี้สาธารณะอยู่ที่ 11.95 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 64.1% ของจีดีพี



