“เข่าบวมน้ำ” หนึ่งในปัญหาปวดบวมบริเวณหัวเข่าที่ส่งผลให้เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก แม้บางคนเห็นว่าเป็นอาการเล็กน้อยที่เกิดจากการใช้งานเข่ามากเกินไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาภายในร่างกาย ถ้ายิ่งปล่อยไว้นาน อาจลุกลามจนสายเกินแก้ไข

“คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล” มีคำแนะนำสำคัญเกี่ยวกับสาเหตุ การรักษา และการดูแลตัวเองต่ออาการดังกล่าว โดย “ภาวะเข่าบวมน้ำ (Knee Effusion)” คือ ภาวะบ่งบอกความผิดปกติในข้อเข่า โดยมีของเหลวสะสมอยู่ภายในข้อเข่ามากกว่าปกติ ซึ่งของเหลวนี้อาจเป็นน้ำไขข้อ เลือด หรือของเหลวจากกระบวนการอักเสบ เมื่อมีของเหลวสะสมมากขึ้น จะทำให้เข่าดูบวมขนาดใหญ่กว่าข้อเข่าอีกข้าง รู้สึกตึง เจ็บ และขยับข้อเข่าได้ลำบาก หลายคนอาจสังเกตเห็นได้ชัดโดยเฉพาะเวลาลองเปรียบเทียบกับเข่าข้างปกติ

ถ้าเกิดภาวะดังกล่าวและไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ข้อเข่าเสื่อมเรื้อรัง และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ขึ้นลงบันได หรือเดินในระยะทางไกลได้ลำบาก

สาเหตุของภาวะ “เข่าบวมน้ำ”

1.การบาดเจ็บของข้อเข่า เช่น อุบัติเหตุ หกล้ม เล่นกีฬาแล้วข้อเข่ากระแทกหรือพลิก ทำให้เยื่อหุ้มข้อหรือหมอนรองกระดูกเสียหายจนเกิดเลือดออกหรือมีน้ำคั่ง

2.โรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม ข้ออักเสบจากโรคทางระบบภูมิคุ้มกัน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง น้ำไขข้อเพิ่มมากขึ้นจนเกิดการบวม

3.การติดเชื้อในข้อเข่า เป็นภาวะที่ต้องระวัง เพราะนอกจากเข่าบวมแล้วยังมีไข้สูงและเจ็บปวดมาก อาจอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที

4.โรคเกาต์และโรคเกาต์เทียม การสะสมของผลึกกรดยูริกในข้อเข่า ทำให้เกิดอาการปวดบวมเฉียบพลัน

อาการของภาวะเข่าบวมน้ำ

อาการสำคัญที่สังเกตได้เมื่อมีภาวะเข่าบวมน้ำ ได้แก่

1.ข้อเข่าบวม เข่าข้างที่มีปัญหาจะใหญ่และตึงกว่าปกติ เมื่อกดอาจรู้สึกนุ่มหรือเจ็บ

2.งอเข่าไม่ได้หรือทำได้ลำบาก ข้อเข่าตึงจนขยับหรือเหยียดงอได้ไม่สุด เห็นได้ชัดเมื่อต้องขึ้นลงบันได

3.เจ็บข้อเข่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะเดิน นั่งยองๆ หรือเปลี่ยนท่า บางรายอาจปวดมากจนเดินไม่ไหว

4.ร้อนหรือแดงบริเวณเข่า กรณีที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อ

ถ้ามีอาการเหล่านี้โดยไม่เคยเป็นมาก่อน หรืออาการแย่ลง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างถูกต้อง

วิธีการตรวจวินิจฉัย

การตรวจวินิจฉัยภาวะเข่าบวมน้ำเริ่มต้นจากขั้นตอนพื้นฐาน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้

1.การซักประวัติเบื้องต้น แพทย์จะสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติการบาดเจ็บ เช่น เคยเกิดอุบัติเหตุหรือกระแทกที่เข่าหรือไม่ มีโรคประจำตัวใดๆ หรือมีอาการร่วมอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญในการประกอบการวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการเข่าบวมน้ำ

2.ตรวจสภาพข้อเข่า แพทย์จะตรวจดูความบวมของข้อเข่า ตรวจความสามารถในการขยับข้อและความมั่นคงของเข่า หากสงสัยว่ามีความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ อาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติม ได้แก่

-เอกซเรย์ ช่วยตรวจหาความผิดปกติของกระดูก เช่น กระดูกบาดเจ็บ ข้อเข่าเสื่อม หรือรูปทรงข้อเข่าผิดปกติ รวมถึงรอยโรคในเนื้อกระดูก

-อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) ใช้ตรวจการอักเสบหรือบวมน้ำของข้อเข่า รวมถึงตรวจเนื้อเยื่ออ่อนรอบหัวเข่าและช่วยวินิจฉัยโรคเนื้องอกบริเวณข้อเข่า

-เอ็มอาร์ไอ (MRI) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุ ทำให้เห็นรายละเอียดของข้อเข่าได้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในส่วนของเส้นเอ็น กระดูก รอยร้าว หรือแม้แต่ปริมาณน้ำในข้อเข่า นอกจากนี้ยังช่วยวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวกับกระดูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน รวมถึงโรคกระดูกขาดเลือดได้อีกด้วย

3.การเจาะข้อ (Aspiration) ในกรณีที่ต้องการหาสาเหตุที่ชัดเจน แพทย์จะใช้เข็มดูดน้ำจากข้อเข่าเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ วิธีนี้สามารถช่วยแยกโรคได้ เช่น ข้อเข่าติดเชื้อ โรคเกาต์แท้ โรคเกาต์เทียม หรือข้อเข่าบวมจากอุบัติเหตุ

วิธีการรักษาภาวะ “เข่าบวมน้ำ”

การรักษาภาวะเข่าบวมน้ำต้องเริ่มจากการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน เพื่อให้การรักษาตรงจุดและได้ผลดีที่สุด แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบ ดังนี้

@ กรณีเกิดจากอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บ หากข้อเข่าบวมน้ำจากการบาดเจ็บ แพทย์จะส่งตรวจเอกซเรย์หรือเอ็มอาร์ไอ เพื่อประเมินการฉีกขาดของเส้นเอ็นหรือโครงสร้างภายในข้อเข่า จากนั้นจะรักษาตามอาการ เช่น ให้พักการใช้งาน ประคบเย็น หรือในบางกรณีอาจต้องผ่าตัดซ่อมแซมเส้นเอ็น

@ กรณีเกิดจากการติดเชื้อในข้อเข่า หากตรวจพบการติดเชื้อ แพทย์จะทำการผ่าตัดล้างข้อเข่าเพื่อลดการติดเชื้อ พร้อมกับให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

@ กรณีเกิดจากโรคเรื้อรัง อาทิ เกาต์แท้หรือเกาต์เทียม หากเข่าบวมน้ำเกิดจากโรคเกาต์หรือโรคข้อเรื้อรังอื่นๆ แพทย์จะให้ยาตามชนิดของโรค เช่น ยาลดกรดยูริกหรือยาต้านการอักเสบ หากอาการไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาฉีดยาลดการอักเสบเข้าสู่ข้อเข่าโดยตรง

วิธีป้องกันภาวะ “เข่าบวมน้ำ”

1.ดูแลน้ำหนักตัว ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อลดแรงกดทับที่ข้อเข่า

2.ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เลือกกิจกรรมที่ไม่กระแทกเข่ามาก เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือเดินเร็ว

3.ลดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของข้อเข่า อาทิ การใส่อุปกรณ์พยุงข้อเข่าขณะเล่นกีฬา หลีกเลี่ยงการนั่งยองๆ

4.เลือกใส่รองเท้าที่เหมาะสม มีพื้นรองรับแรงกระแทกดี ลดโอกาสข้อเข่าบาดเจ็บ

5.บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า เช่น การยืดเหยียดกล้ามเนื้อกลุ่มหน้าขา หลังขา เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่น

6.ใส่ใจอาการผิดปกติ หากเริ่มมีอาการเจ็บหรือบวม ควรหยุดพักและหาวิธีดูแล ไม่ฝืนใช้เข่าจนเกินไป

ดังนั้น หากเกิดอาการเข่าบวม งอไม่ได้ เดินลำบาก หรือรู้สึกปวดตึงบริเวณเข่า ควรหมั่นสังเกตตัวเอง และรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแนวทางการดูแลที่เหมาะสม เพราะยิ่งรักษาเร็ว โอกาสฟื้นตัวและกลับมาใช้งานข้อเข่าได้อย่างปกติ ก็จะยิ่งมีมากขึ้น.