เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 68 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังเปิดให้มีการอภิปรายว่าจะเลื่อนวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตีขึ้นมาพิจารณาก่อนหรือไม่ โดยประธานในที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้สมาชิกทั้ง 2 ฝ่ายอภิปรายแสดงเหตุผลของแต่ละฝ่าย
โดย นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ไม่ขัดขวางการขึ้นเป็นนายกฯ ของใคร แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ปกติ การเลือกนายกฯ ครั้งนี้เกิดขึ้น โดยฝ่ายค้านเป็นผู้กำหนดแนวทางให้ฝ่ายบริหาร ทำให้หลักการเสียหาย การโหวตนายกฯ ควรเลื่อนไปสัปดาห์หน้า

ขณะที่นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม แย้งว่า ควรรีบเลือกนายกฯ สถานการณ์ประเทศมีหลายเรื่องต้องมีนายกรัฐมนตรีมาแก้ปัญหา เช่น ความขัดแย้งปัญหาชายแดน ปัญหาภาษีการค้าสหรัฐ เชื่อว่า สส. ไม่มีใครอยากเลือกตั้ง เพิ่งผ่านมา 2 ปี ขณะนี้ยังสามารถขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ ได้ แม้มีเวลาแค่ 4 เดือน จึงควรพิจารณาเลือกนายกฯ คนที่ 32
จากนั้นบรรยากาศเริ่มวุ่นวาย เพราะมีผู้ขออภิปราย 9 คน ทำให้ สส.ภูมิใจไทย และ สส.รวมไทยสร้างชาติ ประท้วงขอให้รีบปิดอภิปรายและลงมติทันที จะให้เลื่อนหรือไม่เลื่อนการโหวตเลือกนายกฯ ขึ้นมาพิจารณาก่อน เพราะการอภิปรายต่างพูดวนเวียนซ้ำซาก ไม่ควรใช้เวลามากไป

ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวสวนว่า ไม่ต้องกลัว ถึงอย่างไรก็ได้โหวตเลือกนายกฯ แน่ ถ้ามีเสียงครบ ก็ไม่ต้องกลัว แต่อย่าเริ่มต้นการเป็นรัฐบาลด้วยการปิดปาก

พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายว่า การเลือกนายกฯ ครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะมีข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นข้อตกลงที่บ่อนเซาะระบอบประชาธิปไตย ทำลายรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างหลักประกันให้นายกฯ ยุบสภาใน 4 เดือน โดยดำเนินการให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย สะท้อนการบิดเบือนและขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ในลักษณะกร่อนเซาะทำลายประชาธิปไตย ตัดกระบวนการตั้งรัฐบาลโดยเสรี ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเป็นอาชญากรรมหรืออาชญากรทางประชาธิปไตย ควรยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นข้อตกลงที่ขัดรัฐธรรมหรือไม่ อาจถึงขั้นยุบพรรค เพราะเป็นการครอบงำ ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งได้เป็นรัฐบาล อีกฝ่ายได้แก้รัฐธรรมนูญ ไม่เห็นหัวประชาชน เริ่มต้นก็ผิดระบอบประชาธิปไตยอย่างรุนแรง


นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เอ็มโอเอ (MOA) ที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ทำข้อตกลงกัน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บังคับใช้ไม่ได้ หากปฏิบัติตามถือว่าผิดรัฐธรรมนูญและขัด พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่ขัดใครเป็นนายกฯ แต่วิธีเข้าถึงอำนาจต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ข้อตกลงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีข้อยกเว้นเรื่องการไม่แก้หมวด 1 และ 2 และการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจเป็นการถูกครอบงำ มีการสัญญาว่าจะให้ และรับผลประโยชน์อี่นใดเพื่อให้ได้รับการดำรงตำแหน่ง ขัดมาตรา 46 พ.ร.บ.พรรคการเมือง ถือว่า เอ็มโอเอบังคับใช้ไม่ได้ เป็นโมฆะ

ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า อยากเรียกร้องถึงประธานสภา รองประธานสภา และ สส. ทุกคน วันนี้มีญัตติโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ขอเรียกร้องหัวหน้าและคณะผู้บริหารทุกพรรคว่า อยากให้ยืนยันว่า หากมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก่อน และเลือกจบแล้ว จะอยู่เป็นองค์ประชุมและพิจารณากฎหมายจบทุกฉบับ เพราะมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อยืนยันต่อประชาชนว่า สภาเป็นหลักยึดให้กับประชาชนได้ ไม่ใช่โหวตเลือกนายกฯ เสร็จแล้วกลับบ้าน

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตอบโต้ว่า ยืนยันว่าข้อตกลง MOA ของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ดำเนินการถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ไม่ละเมิดประชาธิปไตย เพราะไม่มีกฎหมายใดห้ามฝ่ายค้านไปเลือกพรรคใดเป็นรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 ก.ย. มีการลด แลก แจก แถม มีพรรคการเมืองบอกว่ายอมรับทุกข้อของพรรคประชาชน รับทั้งหมด ถ้าท่านบอกว่าสิ่งที่เป็นข้อเสนอของพรรคประชาชนผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ แล้วท่านรับทำไม เพราะวันนี้ท่านไม่ได้รับเลือก ท่านไม่ได้เข้ารอบ.



