จากกรณีที่คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ออกมาเปิดเผยเรื่องผลสำรวจทุจริต ระบุกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เป็นหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้งสูงสุด อันดับ 1 อยู่ที่ 102,160 บาท การเปิดเผยทำให้หน่วยงานต่างๆ เรียกหาข้อเท็จจริง ไปจนถึงจะฟ้องร้อง กกร. ขณะที่ ‘นายกฯ หนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริต (คตท.) ดูแลปัญหา

ที่ทำเนียบรัฐบาล ‘รมต.เฮ้ง’ สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทางกรมอาจฟ้องร้องว่า ถ้าทำโพลแล้วมีผลกระทบ ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือเสียขวัญกำลังใจโดยที่ไม่มีข้อมูล หลักฐาน ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวง ไปบริหารจัดการให้สังคมเคลียร์และกระจ่าง โดยประสานกับทาง กกร. ให้นำข้อมูลมาชี้แจงกับปลัดกระทรวง ไม่ใช่ว่าไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ต้องเอาหลักฐานมาดู ถ้าผิดก็ต้องลงโทษ

รมต.เฮ้งเปรียบตัวเองเหมือนหัวหน้าครอบครัว กรมต่างๆ ใน ทส. เหมือนลูก 9 คนที่ต้องดูแล แต่ถ้ามีคนมาบอกว่าลูกเราเป็นคนไม่ดี เกเร แล้วเราไปตีลูกเราเลย ลูกเราจะไม่เตลิดเปิดเปิงหรือ ต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริง ต้องออกมาปกป้องลูกของเรา เราอยู่กับลูกทุกวัน มันไม่ใช่นิสัยอย่างนั้น เรารู้ว่าลูกเราเป็นอย่างไร “ผมไม่เคยให้ท้ายข้าราชการที่ไม่ดี ผมไม่ได้บอกว่าให้ฟ้อง กกร. แต่อธิบดีได้บอกแล้วว่า ได้ทำหนังสือเปิดผนึกไปขอหลักฐานที่ว่า มีการจ่ายเงินเพื่อต้องการอะไรจาก คพ. เพราะกรมไม่ได้มีหน้าที่ออกใบอนุญาต เนื่องจากเป็นกรมวิชาการ

มันเป็นเรื่องการเมือง กลายเป็นว่า มีนักการเมืองบางกลุ่มหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นแล้วไปขยายความว่า เราไม่ยอมรับ ซึ่งมันไม่ใช่ ถ้าคุณเป็นหัวหน้าหน่วย มีคนมาว่าลูกน้องคุณ คุณต้องปกป้องลูกน้องคุณก่อน”

จากนั้น ผู้สื่อข่าวกับ รมต.เฮ้งก็ต่อปากคำกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว และบอกว่า ปกป้องลูกน้องก่อน แสดงว่า ไม่ใช่นักบริหาร มันต้องตรวจสอบ นายสุชาติ จึงตอบว่า ตอนนี้ปลัดกระทรวงตรวจสอบแล้ว ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ท่าทีรัฐมนตรีพูดเหมือนว่าไม่เห็นด้วยกับ กกร. นายสุชาติ จึงย้อนถามว่า แล้วคุณจะแนะนำอย่างไร ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่า ไม่ได้แนะนำ เพียงแต่บอกว่า เรื่องนี้ควรมีการตรวจสอบก่อน แต่ถ้ามีข่าวปุ๊บแล้วรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยเลย มันจะเป็นปัญหาว่า เราไม่ยอมรับกระบวนการ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนก็ให้อธิบดีชี้แจงก่อน ตนมาพูดหลังจากที่กรมชี้แจงไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายเดิมยังถามย้ำว่า สรุปว่า ท่านไม่ได้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายสุชาติ แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก ก่อนชี้มือไปที่ผู้สื่อข่าวที่ถามว่า “ผมถาม ผมโทรฯ ไปถามพี่พจน์ (พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย) ให้เอาหลักฐานมา ผมโทรฯ ไปเอง ถามเขาดูว่า จริงมั้ย ผมเป็นคนชัดเจน” ภายหลังสัมภาษณ์เสร็จสิ้น นายสุชาติแสดงสีหน้าไม่พอใจ เดินแหวกวงสัมภาษณ์ เดินชนไหล่กับผู้สื่อข่าวที่รัวถาม ทำให้ผู้สื่อข่าวรายนั้นถึงกับพูดว่า “เดินชนกันอย่างนี้เลยเหรอ” ขณะที่นายสุชาติได้หันมาพูดว่า “รู้จักกูน้อยเกินไป”

แต่เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที นายสุชาติ ได้ให้ทีมงานประสานติดต่อไปยังสื่อมวลชนคนดังกล่าวเพื่อที่จะขอโทษ จากนั้น นายสุชาติเดินลงมาจากห้องประชุม แม้การประชุมยังไม่เสร็จสิ้น เพื่อมาหานักข่าวคู่กรณีที่ห้องทำงานสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ทันทีที่มาถึง นายสุชาติได้ยกมือขึ้นไหว้ขอโทษกับนักข่าวคู่กรณี พร้อมบอกว่า “ขอโทษครับพี่” จับมือพร้อมกับนั่งลงพูดคุยเคลียร์ใจ รมว.ทส.กล่าวว่า “ผมขอโทษ สิ่งที่พี่แนะนำผมน้อมรับไว้ ต้องขอโทษอีกครั้ง เพราะเรามองกันคนละมุม”

โดยนักข่าวคนดังกล่าว ได้ตอบไปว่า “ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษ ตอนแรกคิดว่ารัฐมนตรีจะเดินมาคุย (แต่จากเหตุการณ์ นายสุชาติกลับเดินมากระแทกไหล่) เพราะทุกครั้งหลังสัมภาษณ์ก็จะเป็นแบบนี้ที่สัมภาษณ์ในวง และออกมาคุยกันได้ อยากให้รัฐมนตรีอย่าไปติดใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ” เมื่อทั้งคู่ต่างไม่ติดใจอะไรกัน นายสุชาติก็ขอตัวไปประชุม และว่า ยอมรับว่า “เราทำงานอยู่มาเจอเรื่องนี้เราก็เฟล (ผิดหวัง) เหมือนกัน ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น”

หลังเกิดเหตุ “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กว่า “คนถ่อย แปลว่า คนชั่ว คนตํ่าช้า หรือคนสันดานหยาบคาย อาจใช้เรียกผู้ที่ประพฤติปฏิบัติกับผู้ที่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจด้อยกว่า ด้วยกิริยาต่ำทรามข่มขู่คุกคาม และเราไม่ควรสนับสนุนให้คนเช่นนี้มีอำนาจ ในที่สาธารณะยังกร่างขนาดนี้ ในที่ลับจะขนาดไหน”

ประเด็นใหญ่ ‘รมต.เอ’ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ครม. มีมติยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน จำนวน 93 ประเทศ ส่วนเกณฑ์เสนอใหม่นั้น คณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา จะมีการพิจารณาในรายประเทศอีกครั้งหนึ่งว่าประเทศใดเหมาะสมกับวีซ่าประเภทไหน คำนึงถึงเรื่องของความมั่นคงและเศรษฐกิจในรอบด้าน ทั้งนี้ ทุกประเทศที่ถูกยกเลิก 60 วัน ก็จะกลับไปใช้วีซ่าประเภทเดิม ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ประมาณ 30 วัน

รายงานข่าวแจ้งว่า ครม. ยกเลิกสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว ทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น ไม่เกิน 60 วัน (ผ.60) จำนวน 93 ประเทศ/ดินแดน กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ปรับปรุงรายชื่อประเทศ/ดินแดน ที่ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว ไม่เกิน 30 วัน (ผ.30) โดยให้สิทธิแก่ 54 ประเทศ/ดินแดน ซึ่งประเทศได้รับสิทธิฟรีวีซ่า 30 วัน มีอิสราเอลด้วย ปรับปรุงรายชื่อประเทศ/ดินแดน ที่ได้รับสิทธิการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VoA) โดยให้สิทธิแก่ 4 ประเทศ/ดินแดน ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน เบลารุส อินเดีย และเซอร์เบีย (เดิม สิทธิ VoA มีทั้งหมด 31 ประเทศ) บางประเทศ มีข้อตกลงยกเว้นตรวจลงตราเดิมอยู่ เช่น กัมพูชา 14 วัน จีน ฮ่องกง ลาว มาเก๊า มองโกเลีย รัสเซีย เวียดนาม คาซัคสถาน 30 วัน บราซิล เปรู เกาหลีใต้ 90 วัน

‘ครูตุ๋ง’ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) แถลงผลการประชุม ก.ร. ว่า ที่ประชุม ก.ร. มีมติให้ยกเลิกระเบียบรัฐสภาฉบับเดิม เกี่ยวกับการขึ้นค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วยดำเนินการของ สส. สว. เข้าใจว่าการอนุมัติดังกล่าวในตอนนั้นยังไม่มีวิกฤติทางเศรษฐกิจ แต่สภาปัจจุบันในยุคของตนเห็นว่าการขึ้นค่าตอบแทนดังกล่าวไม่เหมาะสม จะให้กลับไปใช้ค่าตอบแทนเดิมที่มีอยู่

ประธานสภา กล่าวว่า นอกจากนั้น มติ ก.ร. ยังได้ตั้งคณะกรรมการอิสระ โดยมี พล.ต.อ.ประสิทธิ์ ทำดี กรรมการ ก.ร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ฝ่ายสภา เป็นประธานกรรมการ ศึกษาว่าควรยกเลิกผู้ช่วย ผู้ดำเนินการประจำตัว สส. สว. กี่คน โดยไม่เป็นปัญหา รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้เวลาศึกษาภายใน 90 วัน ให้ทันเดือน ต.ค. นี้ รวมถึงพิจารณาสิทธิประโยชน์ของผู้ช่วยทำงานของ สส. สว. เช่น เงินเดือนที่เหมาะสม

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้อง คดีหมายเลขดำ อท. 31/2569 ที่ ร.อ.ยงยุทธ เสาแก้วสถิต ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. กับพวก และ เลขาฯ กกต. รวม 8 คน ในฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต คดีสั่งพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรสีเขียว ใส่คิวอาร์โค้ดด้านล่างซ้ายของบัตรเลือกตั้ง และบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ บัตรสีชมพู ใส่บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง โดยมีเจตนาใช้ตรวจสอบเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง อันแสดงถึงความไม่สุจริตและไม่โปร่งใส ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ศาลนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 11 ส.ค. 2569 เวลา 09.30 น.

‘สส.ไอติม’ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เรียกร้องให้สภาเร่งพิจารณาตั้ง กมธ.วิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท “พรรค ปชน.ยื่นญัตติด่วนเข้าไปแล้ว รัฐบาลเริ่มใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว หากประธานสภาไม่วินิจฉัยว่าญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญด่วน แล้วถ้าเรื่องนี้ไม่เข้าสภาในสัปดาห์หน้านั้น ก็ต้องตั้งคำถามจริงๆ จังๆ กับการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา ว่ามีความเป็นกลางจริงหรือไม่

รัฐบาลทำเหมือนกับการพยายามเอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันเพื่อสอดไส้โครงการพลังงงาน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ตรงไปตรงมา หากประสภา หรือ สส.รัฐบาล สกัดกั้นการตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ก็จะยิ่งตอกย้ำถึงความไม่ตรงไปตรงมาของรัฐบาลชุดนี้ เรียกว่าเป็นการหนีสภาพลัส หนีสภาแรกคือการยัดไส้โครงการพลังงานเข้ามาใน พ.ร.ก.กู้เงินกับก้อนเยียวยา หนีสภาเด้งที่สองคือ การไม่เปิดให้ตั้ง กมธ.วิสามัญ ยิ่งตอกย้ำข้อกังวลของฝ่ายค้าน”

วันเดียวกัน ทีมงาน ‘ผู้ว่าทริป’ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดตัวแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 แนวคิดหลักของการหาเสียงคือ “กรุงเทพฯ ทำงาน” หมายถึงเมืองที่ระบบทำงานเพื่อประชาชน และทุกคนต้องร่วมกันทำงานต่อ เพื่อสร้างเมืองที่มีโอกาสและความหวังมากขึ้น แท็กไลน์หลักของแคมเปญครั้งนี้ คือ “เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง” เป้าหมาย 4 ปีข้างหน้าต้องทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่สามารถแข่งขันกับเมืองต่างๆ ทั่วโลกได้.

“ทีมข่าวการเมือง”