“ทักษิณ ชินวัตร“พร้อมคนในครอบครัว ”ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร“ น้องสาว และ ”แพทองธาร ชินวัตร“ ลูกสาว ที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งหมด เข้าพบหารือกับ ”ปราโบโว ซูเบียนโต “ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย”ที่บ้านพักในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา

โดยก่อนหน้านี้ “3 อดีตนายกฯเพื่อไทย” บินไปมาเลเซียพบ “อันวาร์ อิบราฮิม”นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ “นายกฯอนุทิน” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ “ผู้นำประเทศ” ระบุว่า ท่านมีอิสระที่จะไปไหนได้อยู่แล้วไปในทุกที่เหมือนคนทั่วไป ทำไมผู้สื่อข่าวสงสัยเรื่องอะไร ท่านจะไปพบปะใครที่ไหนท่านเป็นผู้นำประเทศมาในอดีตท่านก็สามารถไปพบใครก็ได้ ท่านไปในเรื่องส่วนตัวของท่าน ไม่ได้ไปในฐานะรัฐบาล 

ด้าน “ผู้นำฝ่ายค้าน” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แสดงความคิดเห็นด้วยว่า นัยยะทางการเมืองให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน การเดินทางไปเจรจาไม่ว่าจะเป็นอดีตนักการเมือง หรือนักการเมืองปัจจุบันที่เดินทางไปเจรจา เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคนในประเทศก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ถ้าประชาชนได้ประโยชน์ก็คงไม่มีข้อเสียหายอะไร และในหน้าที่ของฝ่ายค้านเอง หากเราจะตั้งคำถามโดยตรง ก็คงจะตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี ที่ควรจะมีแอ็กชันได้เร็วกว่านี้

แน่นอนว่าทุกความเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ ชินวัตร”ย่อมได้รับการจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นแบบ “หวาดระแวง”สงสัย กับเสียงชื่นชมกันแบบเกินจริง ซึ่งพวกหลังล้วนมาจากพวกที่ชื่นชอบเขา ทั้งพวกที่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพราะ “ทักษิณ” ปัจจุบันคือ บุคคลธรรมดาคนหนึ่ง ที่ไม่ได้มีตำแหน่งหรือสถานะใดในทางการเมือง ดังนั้น การจะเดินทางไปพบปะใครที่ไหน หรือพบผู้นำประเทศใดที่เป็นเกลอเก่า ก็ย่อมไม่แปลก กอปรกับก่อนหน้านั้น หลังพ้นโทษ “ทักษิณ” ได้ประกาศล่วงหน้าจะเดินทางไปพบเพื่อนในต่างแดน ที่ไม่ได้เจอกันมานาน

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาตามคำพูดของ “นายกฯอนุทิน” เหมือนกับว่าพยายามแสดงให้เห็นว่า เป็นการเคลื่อนไหวตามปกติ ไม่มีเรื่องการเมืองใดๆ ซึ่งก็น่าจะใช่ ในบางมุมมันเป็นความเคลื่อนไหวที่เหมือนกับการ “ทาบทับ” บารมีในทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเดินสายเปิดตัวโชว์ในต่างประเทศและ “ปิดดีลกุ้ง” ระหว่างไทยกับมาเลเซีย เปิดทางให้ไทยกลับมาส่งออกกุ้งเข้ามาเลย์ได้แล้ว ทั้งที่มีการเจรจาทางเทคนิค ระหว่างเจ้าหน้าที่สองฝ่ายมานานนับเดือนจนได้ข้อสรุปก่อนที่ นายอนุทิน จะไปเยือนมาเลเซียเมื่อวันก่อน

แต่ด้วยความที่ “ทักษิณ” เป็นนักการเมือง และยังไม่วางมือทางการเมืองขยับเดินสายการเมืองในระดับโลกย่อมมีเรื่องการเมืองซ้อนทับอยู่โดยเฉพาะการเลือกจังหวะเวลาเป็นข่าวที่อินโดนีเซียขณะที่ “นายกฯอนุทิน”อยู่มาเลเซียย่อมเห็นความเป็นการเมืองซ้อนอยู่ในหลายมิติทำให้เกิดเสียงวิจารณ์แซ่ดล่วงหน้าไปแล้วว่า คงมีนัดหมายไปเจอกันที่นั่นจึงมีการไปปรากฎตัว โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ปีกสีน้ำเงินกำลังบั่นทอนตัวเอง

การเคลื่อนไหวของนายทักษิณ เพื่อต้องการสร้างพาวเวอร์ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งก็ต้องมองกันยาวๆ ว่าจะไปได้แค่ไหน เพราะสถานการณ์ และช่วงเวลามันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว อีกทั้งที่ผ่านมา “ครอบครัวชินวัตร” ถูก วิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ส่งลูกสาว “แพทองธาร ชินวัตร” เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี จึงต้องจับตาการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ภายหลังได้อิสรภาพจะกลับมาเรียกร้องความเชื่อมั่นกลับคืนให้กับพรรคเพื่อไทยได้อีกหรือไม่คงต้องจับตาดูต่อไป