เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา โดยนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว

โดยก่อนเริ่มพิจารณา นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คมนาคม นำเสนอรายงานผลการศึกษาตอนหนึ่งว่า หลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ. มี 5 ประการ คือ 1.จัดทำมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วมเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการทุกหน่วยนำไปใช้ให้ประชาชนใช้บริการได้ด้วยบัตรเดินทางใบเดียว 2.ให้อำนาจ รมว.คมนาคม เพื่อออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม 3.จัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม 4.การกำหนดสิทธิของผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตขอรับการสนับสนุนจากกองทุน และ 5.ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาการให้บริการ หรือประโยชน์ระบบตั๋วร่วม หรือป้องกันความเสียหายต่อสาธารณชน ให้ตราพระราชกฤษฎีกา โดยต้องเจรจาและทำความตกลงร่วมกับผู้ประกอบกิจการขนส่งสาธารณะที่จะถูกบังคับรวมถึงรับฟังความเห็นของประชาชนตามความเหมาะสม

“แนวทางการบังคับใช้กฎหมาย คือภาคสมัครใจกับผู้ประกอบการปัจจุบัน หากต้องการเข้าสู่ระบบตั๋วร่วมและต้องการได้รับสนับสนุนจากกองทุน ต้องขอรับใบอนุญาต แต่หากไม่ประสงค์เข้าสู่ระบบตั๋วร่วม สามารถดำเนินการได้ตามเดิม แต่ไม่มีสิทธิรับสนับสนุนจากกองทุน ทั้งนี้เมื่อกฎหมายบังคับใช้ หน่วยงานรัฐต้องทำมาตรฐานเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วมเป็นเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ทุกราย แต่กรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นให้ระบบขนส่งสาธารณะ ต้องใช้ระบบตั๋วร่วมและต้องได้รับใบอนุญาตให้สามารถออกพระราชกฤษฎีกา” นายวุฒิชาติ กล่าว

ประธาน กมธ.คมนาคม อภิปรายต่อว่า กมธ. มีข้อเสนอแนะที่ควรแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมาย คือ 1.เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยให้ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภคเป็นกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม อีก 1 ตำแหน่ง และเพิ่มจำนวนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก 3 คน เป็น 5 คน

2.แก้คุณสมบัติเรื่องอายุขั้นต่ำของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้สอดคล้องกับกฎหมายอื่นๆ รวมถึงรัฐธรรมนูญที่กำหนดอายุขั้นต่ำของนายกฯ ไว้ที่ 35 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

นายวุฒิชาติ กล่าวว่า 3.ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะด้านสถานะทางการเงินและความมั่นคงในการประกอบธุรกิจ เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อภาครัฐ

4.การส่งเสริมการแข่งขัน และการป้องกันการผูกขาด และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อรองรับการชำระเงินทางอิเล็กกรอนิกส์ (E-PAYMENT) ทั้งนี้ การกำหนดอัตราทุนจดทะเบียนในมูลค่าสูง และต้องชำระเต็มจำนวน อาจเป็นข้อจำกัดต่อการปฏิบัติและข้อต่อวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจ

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า 5.การกำหนดวาระของกรรมการที่กำหนดให้ เมื่อพ้นวาระไป 1 ปี สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีก ทั้งนี้ควรแก้ไขให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อความโปร่งใสและป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการอภิปรายของ สว. มีทิศทางสนับสนุนการออกกฎหมายดังกล่าว พร้อมเสนอแนะให้นำการดำเนินการพัฒนาระบบตั๋วร่วมจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมาพิจารณากำหนดเป็นกฎหมายเพื่อให้การปฏิบัติเกิดประโยชน์กับประชาชนและมีประสิทธิภาพต่อการบริการ และยังเสนอแนะให้เพิ่มความสะดวกให้ประชาชนในการใช้บริการ เช่น การจ่ายเงินผ่านระบบคิวอาร์โค้ด เป็นต้น

ขณะที่นายอลงกต วรกี สว. อภิปรายว่า สำหรับการตั้งกองทุนสำหรับตั๋วร่วม ควรพิจารณาการจัดสรรงบเพื่อให้ดึงเป็นรายได้ของประชาชนในระบบ 

หลังจากที่ประชุมได้อภิปรายแล้วเสร็จ ได้ลงมติรับหลักการเสียงเอกฉันท์ 155 เสียง และตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาขึ้นมาพิจารณา ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน วุฒิสภาต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่ที่รับร่าง พ.ร.บ. มาถึงวุฒิสภา ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 30 ก.ย. นี้.