จากกรณีที่รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย มีนโยบายเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าง โครงการคนละครึ่ง ซึ่งถือเป็นมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยที่ประชาชนรอคอย และอยากเห็นมากที่สุด เพราะในโครงการคนละครึ่ง ของรัฐบาลประยุทธ์ เป็นมาตรการที่คุ้มค่าและมีผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าการแจกเงิน ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
เปรียบเทียบ คนละครึ่ง กับ เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
ย้อนดู คนละครึ่ง 5 เฟสยุค ‘รัฐบาลประยุทธ์’
- โครงการคนละครึ่งเฟส 1 กรอบวงเงินไม่เกิน 30,000 ล้านบาท ให้สิทธิรวม 10 ล้านคน โดยรัฐสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ เริ่มตั้งแต่เดือน ตุลาคม-ธันวาคม 2563
- โครงการคนละครึ่งเฟส 2 กรอบวงเงินไม่เกิน 22,500 ล้านบาท ให้สิทธิรายใหม่ไม่เกิน 5 ล้านคน รัฐสนับสนุนวงเงิน 3,500 บาทต่อคน ส่วนผู้ได้รับสิทธิคนละครึ่งเฟสแรก ได้รับวงเงินเพิ่มในเฟส 2 อีก 500 บาทต่อคน เริ่มตั้งแต่เดือน มกราคม-มีนาคม 2564
- โครงการคนละครึ่งเฟส 3 กรอบวงเงิน 84,000 ล้านบาท ให้สิทธิไม่เกิน 28 ล้านคน รวมวงเงินที่รัฐสนับสนุนไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน แบ่งเป็นใช้จ่าย 2 รอบ รอบแรกวงเงินไม่เกิน 1,500 บาทต่อคนในเดือน กรกฎาคม-กันยายน 2564 และรอบที่ 2 อีก 1,500 บาทต่อคน ตั้งแต่เดือน ตุลาคม-ธันวาคม 2564
- โครงการคนละครึ่งเฟส 3 (รอบขยาย) ยังได้เพิ่มวงเงินอีกไม่เกิน 1,500 บาทต่อคนเป็นรอบที่ 3 ให้กับผู้ได้สิทธิ 28 ล้านคน กรอบวงเงินรวม 42,000 ล้านบาท ใช้จ่ายในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 ทำให้คนละครึ่ง เฟส 3 รวมแล้วให้วงเงินมากถึง 4,500 บาทต่อคน
- โครงการคนละครึ่งเฟส 4 กรอบวงเงิน 34,800 ล้านบาท ให้สิทธิไม่เกิน 29 ล้านคน มีกรอบวงเงินที่รัฐสนับสนุนไม่เกิน 1,200 บาทต่อคน ใช้จ่ายในช่วงเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน 2565
- โครงการคนละครึ่งเฟส 5 มีกรอบวงเงิน 21,200 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับสิทธิ 26.5 ล้านคน ได้วงเงิน 800 บาทต่อคนตลอดโครงการ ใช้จ่ายช่วงเดือน กันยายน-ตุลาคม 2565
สรุปโครงการคนละครึ่ง 5 เฟส ยุครัฐบาลประยุทธ์ ใช้งบประมาณทั้งหมดกว่า 230,000 ล้านบาท โดยมียอดใช้จ่ายสะสมทุกเฟสรวมกว่า 172,820 ล้านบาท เป็นส่วนที่รัฐร่วมจ่าย 85,012 ล้านบาท และประชาชนจ่าย 87,808 ล้านบาท ขณะที่เงินสะพัดรวม 5 เฟส มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมกันกว่า 200,000-300,000 ล้านบาท
เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ‘รัฐบาลเพื่อไทย’
- โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เฟส 1 จ่ายให้กับกลุ่มเปราะบาง คือ ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการ รวม 14.5 ล้านคน ใช้งบฯ กว่า 144,000 ล้านบาท โดยโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ผูกบัตรประชาชน ในช่วงเดือน กันยายน-ธันวาคม 2567
- โครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เฟส 2 มีเป้าหมายหลักคือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป รวม 4 ล้านคน ใช้งบฯ 40,000 ล้านบาท โดยจะจ่ายเงินสดผ่านบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชน ระหว่างเดือน มกราคม-เมษายน 2568
- คุณสมบัติผู้มีสิทธิเงินดิจิทัล เฟส 2 ได้แก่ ต้องลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐสำเร็จ, ไม่เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิในเฟสแรก, ไม่เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน 840,000 บาท สำหรับปีภาษี 2566 และไม่เป็นผู้ที่มีเงินฝากรวมกันเกิน 500,000 บาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567
- สำหรับ ดิจิทัลวอลเล็ตในเฟส 3 กลุ่มวัยรุ่นอายุ 16-20 ปี เฟส 4 เฟส 5 กลุ่มไม่มีสมาร์ตโฟนและกลุ่มคนทั่วไปที่เหลือ ไม่สามารถดำเนินการต่อไป เนื่องจากรัฐบาลแพทองธาร ต้องโยกเงินไปใช้รองรับผลกระทบเศรษฐกิจ เช่น ภาษีทรัมป์ ก่อนรัฐบาลไม่สามารถไปต่อ จึงต้องพับนโยบายไปในที่สุด
สรุปโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท จ่ายไปแล้ว 2 เฟส คือ คนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนพิการ และคนสูงอายุ และมีการใช้งบไปมากถึง 180,000 ล้านบาท ในขณะที่ผลต่อเศรษฐกิจมีไม่มาก เพราะหลายคนเลือกที่จะนำไปใช้หนี้ นำไปเก็บออม ไม่ได้นำมาใช้ซื้อของเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงไม่เกิดพายุหมุนหลายลูกเหมือนกับที่รัฐบาลเพื่อไทยหวังไว้



