วันที่ 9 ก.ย. นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า อยากเสนอรัฐบาลใหม่ นอกจากนโยบายคนละครึ่งแล้วที่ต้องเร่งทำ ยังต้องการเห็นนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อกระตุ้นการผลิต รวมทั้งออกมาตรการภาษีจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน เช่น การลดภาษีเงินได้ ซึ่งนอกจากกระตุ้นให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้ว ยังกระตุ้นการใช้จ่ายได้อีกด้วย

นอกจากนี้ กังวลการเบิกจ่ายงบประมาณที่อาจจะล่าช้า ถ้ารัฐบาลชุดนี้ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อยู่เพียง 4-7 เดือน อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของนโยบาย ส่วนสิ่งที่ไม่อยากเห็นของนโยบายรัฐบาล คือ การประกันราคา หรือแจกเงินภาคเกษตร โดยอยากให้ปรับปรุงเพราะที่ผ่านมาไม่ยั่งยืน และไทยมีข้อจำกัดทางด้านการคลัง อาจแตะเพดานหนี้สาธารณะปีหน้า ซึ่งต้องใช้เงินอย่างจำกัด ขณะที่ความเห็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่ได้อยากให้ยกเลิก แต่อยากให้ทบทวนทำอย่างไรไม่ให้เกิดการฟอกเงิน หรือติดพนัน

“ถ้าลดภาษีดึงดูดต่างชาติ เป็นภาษีเงินได้อย่างต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ถ้าทำได้ ไม่ต้องใช้งบมาก พร้อมกับต้องเรียกความเชื่อมั่นและดูระยะยาวในการปรับโครงสร้างประเทศ รวมถึงเรื่องการแก้หนี้ที่ดีที่สุดคือการเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร”

นายบุรินทร์ กล่าวว่า กังวลค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า เนื่องจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เข้ามาแทรกแซงการทำงานของธนาคารสหรัฐ หรือเฟด ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐ นับจากต้นปีอ่อนค่าแล้ว 10% และเงินบาทแข็งค่านับจากต้นปี 7%

น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 มาอยู่ที่ 1.8% จาก 1.5% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษีฯ ตามมาตรา 232 และภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม มีผลบังคับใช้ โดยการส่งออกที่ชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 68 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคนั้น ลดต่ำลง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ยังมีความท้าทายจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีสหรัฐ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และปัจจัยทางการเมือง ที่ยังต้องติดตาม ขณะที่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 68 นั้น มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ มาอยู่ที่ 1.25% จากปัจจุบัน 1.50% ซึ่งมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่