การจัดทำ “แผนแม่บทการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” หรือ SEA ที่จัดโดย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผ่านการว่าจ้าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ. หาดใหญ่) ใช้เวลานานเกือบ 3 ปี กว่าจะได้ข้อสรุปและปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ขั้นตอนต่อไปจึงขึ้นอยู่กับ สศช. ที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบ ก่อนนำเสนอแผนต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อใช้เป็น “แผนแม่บท” ในการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

โครงการ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” หรือ “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” เริ่มต้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) มีมติให้ดำเนินการ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน การว่างงาน และการขาดโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่
เดิมที ศอ.บต. เป็นหน่วยงานหลักในการผลักดัน โดยจัดเวทีทำความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน แต่ถูกคัดค้านโดยกลุ่มเอ็นจีโอและชาวประมงชายฝั่งจำนวนไม่มากนัก (ไม่ถึง 200 คน) จนนำไปสู่การบุกยกเลิกเวที ชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดสงขลา และปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล สุดท้ายทำให้รัฐบาลสั่งยุติบทบาทของ ศอ.บต. และมอบหมายให้ สศช. เริ่มต้นใหม่ด้วยการทำ SEA
ความจริงแล้ว โครงการนี้เป็นการลงทุนของภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน พาวเวอร์ และ บริษัท ไออาร์พีซี มูลค่าเริ่มต้นกว่า 600,000 ล้านบาท โดยเป็น อุตสาหกรรมสีเขียว ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมโรงไฟฟ้าและท่าเรือน้ำลึก เพื่อใช้เป็นเกตเวย์แห่งที่ 3 ของประเทศในการส่งออกสินค้าแทนการขนตู้คอนเทนเนอร์ไปยังท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย
ชาวบ้านในอำเภอจะนะและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งนักลงทุนในสงขลา ส่วนใหญ่สนับสนุนโครงการนี้ เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต แต่รัฐบาลในขณะนั้นกลับให้ความสำคัญกับเสียงคัดค้านของกลุ่มเล็ก ๆ จนทำให้โครงการล่าช้ามาแล้วกว่า 4–5 ปี นับเป็นการเสียโอกาสของประชาชนส่วนใหญ่
แม้ สศช. จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกว่า 40 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 4,000 คน แต่ผู้แสดงความคิดเห็นกลับเป็น “คนหน้าเดิม” กลุ่มเดิม นำโดยเอ็นจีโอ ซึ่งมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับโครงการตั้งแต่ต้น ขณะที่ชาวบ้านผู้สนับสนุนกลับไม่มีเวทีสะท้อนความเห็นอย่างแท้จริง จึงทำให้ข้อมูลที่ใช้ประกอบการทำ SEA ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและความต้องการของคนส่วนใหญ่
รายงาน SEA ยังขาดรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุน ผู้ประกอบการด้านท่าเรือน้ำลึก และระบบโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด
การทำ SEA ในครั้งนี้จึงเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและเวลา โดยไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของพื้นที่ หาก ครม. เห็นชอบแผนฉบับนี้ ก็อาจกลายเป็น “กับดัก” ที่ทำให้การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ติดหล่มต่อไปอีก 5 ปี ประชาชนส่วนใหญ่จะยังคงเผชิญกับความยากจน การว่างงาน และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ โดยไร้ทางออกที่แท้จริง
ดังนั้น ก่อนที่ ครม. จะลงมติรับรองแผนแม่บทนี้ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ และเปิดโอกาสให้ผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ทั้ง 9 เขต ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้แผนการพัฒนาตอบโจทย์ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่อย่างแท้จริง



