เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป. และนายแสน สุรวิญญูวร ผอ.สปท. ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ “ทลายขบวนการสวมบัตรเถื่อน ฟอกตัวเป็นไทย EP.2” หลังสืบสวนขยายผลจากคดีเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 10 ราย แบ่งเป็น กลุ่มนายหน้า 4 ราย ถูกดำเนินคดีในข้อหา “สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและทำให้บุคคลไร้สัญชาติได้รับบัตรประชาชนโดยไม่ชอบ” และกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ 6 ราย ถูกจับกุมในพื้นที่ จ.ปทุมธานี และกองปราบปราม ถูกดำเนินคดี “ฐาน เรียกรับผลประโยชน์ ปลอมแปลงเอกสาร และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”
พล.ต.ต.วิทยา เปิดเผยว่า คดีนี้สืบเนื่องจากการรับแจ้งจากพลเมืองดีเมื่อเดือน เม.ย. 2568 ว่ามีการโพสต์โฆษณารับทำบัตรประชาชนไทย ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลของจีน เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนจนพบขบวนการสวมบัตร โดยแบ่งหน้าที่เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มนายหน้า ทำหน้าที่ติดต่อ รับเงิน และพาผู้ต้องหาไปสวมบัตร และกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ ทำหน้าที่ย้ายทะเบียนบ้าน–ออกเอกสารราชการอันเป็นเท็จ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2568 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้แล้ว 9 ราย และยึดหลักฐานจำนวนมาก กระทั่งขยายผลจนศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 ออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม 10 รายในครั้งนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ราคาที่จ่ายต่อบัตรอยู่ที่เท่าไหร่นั้น พล.ต.ต.วิทยา ระบุว่า เบื้องต้นพบว่าอยู่ในอัตรา “ต่อราย” โดยมักใช้วิธีสวมบัตรบุคคลที่เสียชีวิตแต่ยังไม่แจ้งตาย ส่วนกรณีชาวต่างด้าว หากพบความผิดจะส่งตัวกลับประเทศ
สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ถูกจับเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของเทศบาล ไม่ใช่ระดับผู้บริหาร ส่วนเงินหมุนเวียนในขบวนการนี้ จากข้อมูลเบื้องต้นอยู่ในระดับหลักแสนถึงหลักล้าน และคาดว่าอาจสูงถึงเกือบสิบล้านบาท ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติม
ทั้งนี้ พล.ต.ต.วิทยา กล่าวย้ำว่า คดีนี้ถือเป็นการทุจริตร้ายแรง เจ้าหน้าที่รัฐที่รับผลประโยชน์จะมีโทษหนัก ตั้งแต่จำคุก 5–20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต รวมถึงข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1–10 ปี พร้อมเตือนเจ้าหน้าที่และประชาชนอย่าหลงเชื่อหรือเข้าร่วมกระทำผิด เพราะการสวมบัตรประชาชนปลอมไม่เพียงผิดกฎหมาย แต่ยังสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง



