เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่สำนักงานกฎหมาย “ทนายกบ บุญเกิด” อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี กลุ่มผู้เสียหายจากโครงการหมู่บ้านจัดสรรในสมุทรปราการ จำนวน 5 หลังคาเรือน เข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือทางกฎหมายต่อ นายณธัชพงศ์ บุญเกิด หรือ “ทนายกบ” หลังอ้างพบว่าบ้านที่ซื้อมีการก่อสร้างผิดแบบ และหน่วยงานรัฐละเลยการตรวจสอบ โดยผู้ร้องเรียนระบุว่าหลังเข้าอยู่อาศัยไม่นานกลับพบข้อบกพร่องหลายประการ โดยเฉพาะการก่อสร้างไม่ตรงตามแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และไม่พบกระบวนการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม หลายรายต้องขายบ้านหรือย้ายออก เหลือเพียง 5 หลังที่ยังอาศัยอยู่และรวมตัวร้องเรียนครั้งนี้

หนึ่งในตัวแทนผู้เสียหาย เล่าว่า ความผิดปกติเริ่มตั้งแต่ปี 2565 เมื่อเพื่อนซึ่งเป็นวิศวกรมาเยี่ยมบ้านตนและตั้งข้อสังเกตว่า “โครงสร้างบ้านดูแปลก ไม่เหมือนโซนอื่นๆทั่วไป” ตนจึงเริ่มตรวจสอบและพบว่า บ้านของตนมีลักษณะแตกต่างจากบ้านหลังอื่นในโครงการ อีกทั้งยังพบเสียงบันไดดังผิดปกติทุกครั้งที่มีการขึ้นลง เมื่อตรวจสอบร่วมกับเพื่อนบ้านพบว่าโครงสร้างบันไดเป็นเพียงโครงเหล็ก ไม่ใช่คอนกรีตเสริมเหล็กตามที่พนักงานขายโฆษณาในโซเชียล อีกทั้งเมื่อขอเอกสารยืนยันการยื่นแบบก่อสร้าง โครงการชี้แจงเพียงปากเปล่าว่า “ยื่นแบบถูกต้อง” แต่ไม่แสดงหลักฐานชัดเจน และผู้มาเจรจาในนามบริษัทอ้างเป็นผู้รับมอบอำนาจแต่ไม่มีหนังสือมอบอำนาจแสดง ทำให้ตรวจสอบความรับผิดชอบไม่ได้ กลุ่มผู้เสียหายจึงร้องเรียนต่อสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แต่ตนและผู้เสียหายไม่ยอมรับผล จึงยื่นเรื่องต่อ สคบ.ส่วนกลางขอให้พิจารณาใหม่ กระนั้นเรื่องกลับเงียบหายไม่มีความคืบหน้า จึงตัดสินใจยกเลิกกระบวนการร้องเรียนทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง เหตุเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ตนและกลุ่มผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ เพื่อดำเนินคดีอาญากับบริษัทเจ้าของโครงการฐานโฆษณาเสนอขายบ้านไม่ตรงปก ไม่ตรงแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต ต่อมาขณะเข้ารับการสอบปากคำ ได้ถูกชายอ้างเป็นตำรวจนายหนึ่งกล่าวข่มขู่ด้วยจึงร้องเรียนพฤติกรรมดังกล่าวต่อจเรตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำชี้แจงเป็นทางการ

ต่อมา ตนและกลุ่มผู้เสียหายรวมเงินว่าจ้างวิศวกรตรวจสอบโครงสร้างโดยละเอียดเพื่อใช้ยื่นฟ้องเองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ โดยผลตรวจชี้ว่าพื้นชั้น 2 ส่วนหน้าบ้านตามแบบอนุญาตควรมีคาน แต่ของจริงไม่พบ และบันไดถูกเปลี่ยนวัสดุจากคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นเหล็กและแผ่นไม้ ซึ่งเบี่ยงเบนจากแบบอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีศาลมีคำสั่ง “ไม่รับฟ้อง” เหตุคดีอยู่นอกเขตอำนาจเพราะเป็นเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่คดีทรัพย์สินทางปัญญาหรือการค้าระหว่างประเทศ

ตนและกลุ่มผู้เสียหายจึงยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนได้ส่งคำร้องไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหนังสือแจ้งผล ทั้งที่ตนติดตามหลายครั้ง จึงถูกมองว่าเป็นการเพิกเฉยต่อหน้าที่และอาจกระทบสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่เจ็บปวดคือโครงการใช้แบรนด์ทำการตลาด แต่บ้านจริงไม่มีคาน

ด้าน นายณธัชพงศ์ หรือทนายกบ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพิจารณาดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการโครงการ หน่วยงานรัฐที่ละเลยต่อหน้าที่ หรือบุคคลใดที่มีพฤติกรรมข่มขู่ผู้เสียหาย โดยเห็นว่าคดีนี้จะเป็นบทพิสูจน์การบังคับใช้กฎหมายในภาคอสังหาริมทรัพย์และการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบการโฆษณาชวนเชื่อโดยอาศัยความน่าเชื่อถือทั้งที่ก่อสร้างไม่ตรงแบบ อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนช่วยปกปิด ไม่ปรากฏเอกสารรับรองการตรวจสอบก่อสร้าง โดยพฤติการณ์อาจเข้าข่ายความผิดหลายประการ อาทิ การกระทำเป็นขบวนการอั้งยี่ซ่องโจร ร่วมกันฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชน การนำข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การโฆษณาเกินจริง การก่อสร้างไม่ตรงแบบและไม่มีการตรวจสอบจากรัฐ รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องโฆษณา พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ตลอดจนการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งด้วย

“หลังจากนี้จะเตรียมรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อยื่นขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับเป็นคดีพิเศษ พร้อมส่งเรื่องถึง ป.ป.ช., ป.ปท., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องและดำเนินคดีตามกฎหมาย “เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง” ทั้งนี้คดีอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานและติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป”