วันที่ 28 มิถุนายน 2569 นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอดีตหัวหน้าชุดพญาเสือ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ร่วมติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่า จากข้อสรุปเบื้องต้นมีความชัดเจนว่าประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับสิทธิในที่ดินทำกินอย่างแน่นอน แต่การดำเนินการจะต้องควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับกลุ่มทุนที่บุกรุกพื้นที่ รวมถึงคดีความค้างสะสมจำนวน 552 คดี ซึ่งเป็นแนวทางที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ยึดถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกรณีการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐที่นำพื้นที่ป่าไปออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. ทับซ้อนในพื้นที่ที่มีการดำเนินคดีแล้ว หรือที่เรียกว่า “ส.ป.ก.บวม” ซึ่งถือเป็นการดำเนินการนอกเหนืออำนาจหน้าที่ และอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมถึงความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิด จึงจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
โดยเฉพาะกรณีรีสอร์ตชื่อดังในพื้นที่ตำบลไทยสามัคคี ที่พบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. สวมทับพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี หรือมีคำพิพากษาให้ยึดคืนที่ดินแล้ว ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีการยอมความหรือเปิดช่องให้ผู้ครอบครองที่ดินโดยมิชอบได้รับสิทธิ์อย่างเด็ดขาด ขณะที่ผู้ที่ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยไม่ทราบข้อเท็จจริง ก็ไม่สามารถอ้างสิทธิครอบครองได้เช่นกัน
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว นายชัยวัฒน์อธิบายว่า การบริหารจัดการที่ดินตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ไม่ใช่อุปสรรคต่อการพัฒนาชุมชน แต่กลับเปิดโอกาสให้ประชาชนพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว วิสาหกิจชุมชน หรือโฮมสเตย์ได้มากกว่าการถือครองที่ดินในรูปแบบ ส.ป.ก. เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการควบคุมจำนวนประชากร นักท่องเที่ยว การจัดการขยะ และน้ำเสีย เพื่อรักษาความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ราษฎรยังสามารถประกอบอาชีพและขอเอกสารสิทธิทำกิน (ส.ท.ก.) เพื่อใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรมได้ แม้ที่ดินดังกล่าวจะไม่สามารถนำไปจำนองกับสถาบันการเงินได้ก็ตาม
นายชัยวัฒน์ยังเสนอให้ยึดคืนพื้นที่รีสอร์ตและที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบกลับมาเป็นแปลงรวมและแปลงกลางของชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมกำหนดแนวทางใช้ประโยชน์ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หรือปลูกป่าไผ่เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน เพื่อเปลี่ยนพื้นที่บุกรุกให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ



