วานนี้ (12 ก.ย. 2568) ศาลอาญาเมืองเพรสตัน มณฑลแลงคาเชียร์ สหราชอาณาจักร ได้ตัดสินโทษแก่ เจนเน็ต คอนเนอร์ ผู้ต้องหาหญิงที่ก่อเหตุฆาตกรรม โซอี โครว์เธอร์ แม่ลูกสามวัย 51 ปีซึ่งเป็นเพื่อนของเธอเอง เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 โดยกำหนดให้กักตัวเธอไว้ในโรงพยาบาลอย่างไม่มีกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการบังคับรักษาผู้ป่วยทางจิต หลังจากที่คอนเนอร์ยอมรับสารภาพผิดในข้อหาฆ่าคนตายขณะมีอาการบกพร่องทางจิต
เจ้าหน้าที่ตำรวจพบศพของโครว์เธอร์เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 หลังจากได้รับแจ้งเหตุเกี่ยวกับกลิ่นเหม็นผิดปกติจากห้องพักชั้นล่างในอาคารแฟลตบนถนนวอลม์สลีย์โคลส ในหมู่บ้านเชิร์ช ใกล้กับเมืองแอคคริงตัน เวลาประมาณ 12:25 น.
เจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุและเคาะประตูห้องพักหลายครั้ง แต่ไม่มีคนเปิด จึงตัดสินใจปีนเข้าไปทางหน้าต่างครัวที่เปิดอยู่ เจ้าหน้าที่พบตัวคอนเนอร์อยู่ภายในห้องพัก และเมื่อเดินเข้าไปในส่วนที่เป็นห้องนั่งเล่นก็พบร่างของโครว์เธอร์
คอนเนอร์สารภาพในทันทีโดยไม่มีใครถามว่า “ฉันต้องบอกอะไรบางอย่าง…ฉันทำเรื่องไม่ดี…ฉันฆ่าเธอ”
คอนเนอร์ให้การว่า ศพของโครว์เธอร์อยู่ในห้องมาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้ว และเธอรู้สึกดีใจที่ตำรวจมาถึงเสียที

ผลจากการชันสูตรพลิกศพพบว่า โครว์เธอร์เสียชีวิตจากบาดแผลถูกแทงที่คอ อย่างไรก็ตาม แพทย์ชันสูตรยังพบแผลถูกแทงหลายแห่งที่ศีรษะและลำคอของผู้ตาย
เจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลจากการสืบสวนว่า คอนเนอร์ก่อเหตุฆาตกรรมเมื่อประมาณ 11 วันก่อนหน้านั้น ในวันที่ 3 มกราคม 2568 และยังคงอาศัยอยู่ในห้องพักร่วมกับร่างไร้ชีวิตของโครว์เธอร์
โครว์เธอร์เคยติดต่อตำรวจก่อนหน้านี้ในวันที่เธอเสียชีวิต และเจ้าหน้าที่ก็เคยไปที่ห้องพักดังกล่าว ซึ่งฝ่ายตำรวจได้ระบุว่า กำลังส่งเรื่องให้คณะกรรมการตรวจสอบอิสระด้านความประพฤติของตำรวจ (IOPC) เพื่อทำการสอบสวนในประเด็นนี้
นอกจากนี้ โครว์เธอร์ยังโทรหาเพื่อนสองครั้ง โดยครั้งแรก โครว์เธอร์บอกว่าคอนเนอร์กำลังทำร้ายเธอและพวกเขาทะเลาะกันเรื่องทีวี อีก 11 นาทีต่อมาในเวลา 23:17 น. โครว์เธอร์ก็โทรหาเพื่อนผู้หญิงคนเดิมอีกครั้ง คราวนี้เพื่อนของเธอได้ยินเสียงต่อสู้และโครว์เธอร์ร้องขอความช่วยเหลือ
คอนเนอร์วัย 54 ปีถูกจับกุมและตั้งข้อหาฆาตกรรม แต่ภายหลังเธอยอมรับสารภาพในข้อหาฆ่าคนตายขณะมีอาการบกพร่องทางจิต และศาลได้ตัดสินให้เธอถูกกักตัวในโรงพยาบาลแผนกผู้ป่วยทางจิตอย่างไม่มีกำหนด
ที่มา : lancashire.police.uk
เครดิตภาพ : Facebook / HyndburnPolice



