สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ว่า นายซูฮาอิล อัล มาซรูอี รมว.พลังงานยูเออี กล่าวถึงการเตรียมออกจากการเป็นสมาชิกองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และโอเปกพลัส ซึ่งเป็นพันธมิตรความร่วมมือระหว่างโอเปกกับผู้ผลิตน้ำมันพันธมิตรภายนอก โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. นี้ ว่าการถอนตัวในช่วงเวลานี้ “มีความเหมาะสม” เพราะจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดและราคาน้ำมันโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดและมีข้อจำกัดในการเดินเรือ
The United Arab Emirates will leave OPEC, dealing a blow to the group and its leader Saudi Arabia as the global oil industry grapples with the massive supply disruption caused by the Iran war.@JoumannaTV explains https://t.co/PRXSmlrNG2 pic.twitter.com/ssDMh3QpuZ
— Bloomberg (@business) April 28, 2026
ขณะเดียวกัน มาซรูอียืนยันว่า การตัดสินใจถอนตัวครั้งนี้ “เป็นการตัดสินใจด้านนโยบายเท่านั้น และไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง” เพื่อรักษาผลประโยชน์และสร้างความสมดุลด้านนโยบายให้กับยูเออี พร้อมทั้งย้ำความมุ่งมั่นของยูเออีในเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการจัดหาพลังงานที่เชื่อถือได้ มีความรับผิดชอบ และมีคาร์บอนต่ำ พร้อมไปกับการสนับสนุนตลาดโลกให้มีความมั่นคง
The UAE has announced it will withdraw from OPEC and OPEC+. The move comes as Gulf countries face unprecedented economic disruption from the US and Israel war with Iran.
— Al Jazeera English (@AJEnglish) April 28, 2026
Al Jazeera’s Dominic Kane reports. pic.twitter.com/nGovoiVorM
ด้านนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การที่ยูเออีถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกโอเปกและโอเปกพลัส อาจกระตุ้นให้สมาชิกประเทศอื่นเดินตามรอย เพื่อหลุดพ้นจากนโยบายจำกัดโควตาการผลิต
ที่ผ่านมา ยูเออีได้ผลักดันให้มีการเพิ่มโควตาการผลิตของทั้งโอเปกและโอเปกพลัสมาตลอด เนื่องจากต้องการขยายขีดความสามารถในการผลิตให้เกินกว่าเพดานดังกล่าว ซึ่งโควตาการผลิตของยูเออีในปัจจุบันอยู่ที่ราว 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อปราศจากข้อจำกัดเหล่านั้นแล้ว ยูเออีอาจเพิ่มปริมาณการผลิตได้อีกเกือบสองเท่า.
เครดิตภาพ : AFP



