สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ว่าสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติพบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ควบคุม “ทุกแง่มุมของชีวิตประชาชน” อย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น และยังสอดแนมผู้คนได้อย่าง “แพร่หลายมากขึ้น” ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
นายโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ กล่าวว่า หากสถานการณ์เช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป ชาวเกาหลีเหนือจะต้องทนทุกข์ทรมาน ถูกปราบปรามอย่างโหดร้าย และหวาดกลัวต่อสิ่งที่ต้องเผชิญมาเป็นเวลานานมากขึ้น
รายงานฉบับนี้อ้างอิงจาก การสัมภาษณ์ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือมากกว่า 300 คน ภายในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
North Korea executing more people for watching foreign films and TV, UN finds https://t.co/EUg3ktNdzA
— BBC News (World) (@BBCWorld) September 12, 2025
รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา มีการบังคับใช้กฎหมายใหม่อย่างน้อย 6 ฉบับที่อนุญาตให้มีการลงโทษประหารชีวิต หนึ่งในความผิดที่ใช้โทษดังกล่าวได้ คือการรับชมและเผยแพร่เนื้อหาจากสื่อต่างประเทศ เช่น ภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์
ผู้แปรพักตร์คนหนึ่งบอกกับนักวิจัยว่า นับตั้งแต่ปี 2563 มีการประหารชีวิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเผยแพร่เนื้อหาจากต่างประเทศ ซึ่งจะดำเนินการด้วยการยิงเป้าในที่สาธารณะ เพื่อสร้างความกลัวให้กับประชาชน และขัดขวางไม่ให้พวกเขาทำผิดกฎหมาย
นอกจากนั้น เกือบทุกคนที่ถูกสัมภาษณ์ระบุว่า พวกเขาไม่มีอาหารรับประทานอย่างเพียงพอ และการรับประทานอาหาร 3 มื้อต่อวันถือเป็น “ความหรูหรา” ขณะที่ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 พวกเขาประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง และผู้คนทั่วประเทศเสียชีวิตจากความหิวโหย
รายงานเสริมอีกว่า ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีเหนือควบคุมประชาชนในเกือบทุกมิติ ทำให้พวกเขาไม่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้” ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง ขณะที่การพัฒนาเทคโนโลยีการเฝ้าระวังได้การปราบปรามเป็นไปได้ ซึ่งทั้งหมดมีจุดประสงค์เพื่อ “ปิดหูปิดตาประชาชน”.
เครดิตภาพ : AFP



