งานประดับมุกบานหน้าต่าง บานประตูภายในพระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เป็นงานสั่งทำเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่นนับแต่พุทธศักราช 2408 เป็นอีกผลงานประดับมุกเก่าแก่ศิลปวัตถุที่มีคุณค่า โดยเป็นงานไม้ประดับมุกชุดใหญ่ของโลกที่เหลืออยู่ ด้วยความเสื่อมสภาพ ชำรุดบางชิ้นงานสูญหายไป ทางวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรมศิลปากร โดยสำนักช่างสิบหมู่ และกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์งานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น จากสถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (Tokyo National Research Institute for Cultural Properties :TNRICP) ได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์ซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทยร่วมกัน

ที่ผ่านมาบานหน้าต่างที่ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ได้ประกอบคืน พร้อมกันกับเดินหน้าซ่อมแซม อนุรักษ์บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นอีกหลายส่วนที่ต้องศึกษาและดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งนี้นำเรื่องน่ารู้ พาชมความงาม งานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น และการอนุรักษ์ศิลปวัตถุชิ้นสำคัญ โดยเมื่อไม่นานมานี้ทางโครงการฯจัดกิจกรรมเสวนา แสดงนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์ซ่อมแซมฯ ขึ้นอีกครั้ง ส่งต่อองค์ความรู้ศาสตร์และศิลป์งานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในไทย ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นผ่านงานศิลปกรรมอันทรงคุณค่า
ชุตินันท์ กฤชนาวิน ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร พาสัมผัสความงาม ความพิเศษงานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น เล่าย้อนการอนุรักษ์และความต่อเนื่องในการดำเนินงานว่า พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2407

นอกจากสถาปัตยกรรมภายในวัดซึ่งทรงคุณค่า“ประตู หน้าต่าง”ภายในพระวิหารหลวงยังวิจิตร ประดับด้วยบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นซึ่งเป็นงานสั่งทำขึ้นโดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นศิลปวัตถุที่มีคุณค่า โดยทางวัดฯ เล็งเห็นความสําคัญจึงเป็นที่มาโครงการอนุรักษ์ซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น พระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม โดยสำนักช่างสิบหมู่ และกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์งานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นจาก TNRICP ดำเนินการอนุรักษ์ ใช้พื้นที่ภายในวัดราชประดิษฐฯ เป็นห้องปฏิบัติการอนุรักษ์ตลอดโครงการ ซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นให้เกิดความมั่นคง แข็งแรง และรักษางานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทยให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ต่อไปในอนาคต ทั้งให้คณะช่างที่ปฏิบัติงานซ่อมแซมเรียนรู้ ฝึกฝน เพิ่มพูนทักษะฝีมืออันเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ศิลปวัตถุชิ้นสำคัญอื่น ๆ ต่อไป
ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่ คุณชุตินันท์ อธิบายอีกว่า บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในครั้งนั้นมีทั้งหมด 114 ชิ้น โดยมีส่วนที่สูญหายไป ส่วนที่ต้องซ่อมแซมมีประมาณ 98 ชิ้น และในจำนวนนี้ก็มีชิ้นที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ แต่อย่างไรแล้วทางโครงการฯ จะจัดสร้างขึ้นใหม่ในอนาคตซึ่งในส่วนนี้จะมีการหารือร่วมกัน คาดว่ามีประมาณ 21 ชิ้น
งานมุกญี่ปุ่นในชุดนี้มีความต่างจากที่วัดนางชีซึ่งมีงานมุกเช่นกัน โดยงานมุกที่นี่มีเรื่องราววิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น บรรยากาศ ทิวทัศน์ สถาปัตยกรรมที่เป็นญี่ปุ่น ฯลฯ โดยภาพลักษณะนี้ไม่พบในสถานที่ใดในประเทศไทย งานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นที่ปรากฏขึ้นที่นี่จึงมีความพิเศษ

“งานประดับมุกเหล่านี้อยู่ที่บานประตูบานหน้าต่างด้านใน ขณะที่ฝาผนังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามและทรงคุณค่า ทั้งนี้งานประดับมุกเหล่านี้เป็นเทคนิคโบราณและเป็นงานศิลปกรรมขนาดใหญ่ที่มีความสมบูรณ์ในการเล่าเรื่อง โดยปัจจุบันเป็นเรื่องยากที่จะหาช่างฝีมือที่สร้างสรรค์งานมุกลักษณะนี้”
สำหรับการซ่อมแซม การอนุรักษ์ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยผู้อำนวยการศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่คุณชุตินันท์ อธิบายเพิ่มว่า นอกจากการรักษาศิลปะชิ้นเยี่ยม ชิ้นมาสเตอร์พีซนับแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ถึงปัจจุบัน การซ่อมแซมอนุรักษ์ศิลปะโบราณที่เกิดขึ้นยังเป็นคลังความรู้ส่งต่อให้กับรุ่นต่อๆไปได้สืบสาน หากเกิดความชำรุด ทั้งนี้หากย้อนถึงจุดเริ่มต้น ที่มาของการซ่อมแซม อนุรักษ์บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นเกิดจากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากรได้เข้ามาบูรณะวัด พระวิหารในช่วงก่อนปี 2553 โดยขณะบูรณะเห็นงานมุกเหล่านี้ โดยที่ไม่ทราบว่าเป็นมุกชนิดไหน ทั้งลวดลายก็มีความต่างจากงานมุกของไทย
“การดำเนินการอนุรักษ์ซ่อมแซมดังที่มีความเคลื่อนไหว ในระยะแรกเป็นการวางแผนงาน การวิจัย ต่อเนื่องมาถึงการซ่อมแซม อนุรักษ์ โดยเริ่มขึ้นนับแต่ปี 2564-2568 แต่อย่างไรแล้วช่วงนั้นเกิดวิกฤติโควิด ทำให้การทำงานล่าช้าออกไป ทั้งนี้งานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น นอกจากถ่ายทอดให้เห็นเทคนิคโบราณ ยังให้แง่มุมในด้านประวัติศาสตร์ โดยเป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ ทั้งส่งต่อการสืบทอดและส่งต่อความรู้เชิงช่าง เชื่อมโยงการเรียนรู้ต่อไปในมิติต่างๆ”

สำหรับเอกลักษณ์งานประดับมุกของไทยและญี่ปุ่นนั้นจะมีความต่างกันทั้งในด้านเทคนิค วิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการลงสี การประดับลวดลาย ฯลฯ โดยการสร้างงานประดับมุกญี่ปุ่นจะเริ่มจากพื้น โดยต้องสร้างพื้นให้อิ่มด้วยยางรัก ให้ความสำคัญกับการทำพื้นยางรักมากๆ ซึ่งหากพื้นไม่สมบูรณ์ แม้เป็นเพียงเล็กน้อยก็จะฟ้องให้เห็นในผลงาน ไม่ว่าจะเป็นความไม่เรียบ หรือความเงางาม จะปรากฏขึ้นทันที การทำงานทุกกระบวนการจึงมีความละเอียด ประณีต ฯลฯ เช่นเดียวกับ การสร้างงานประดับมุกของไทย ทุกขั้นตอนประณีต โดยเฉพาะขั้นตอนสุดท้าย นอกจากนี้ยังมีความต่างกันในด้านวัสดุ อุปกรณ์ ฯลฯ และด้วยความต่างเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าศึกษา เป็นความงามที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะการอนุรักษ์ซ่อมแซมที่ดำเนินการต่อเนื่องมา นอกจากการธำรงรักษาบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในไทยชิ้นเยี่ยมคงอยู่อย่างมั่นคง แข็งแรงต่อเนื่องต่อไปแล้ว ยังส่งต่อองค์ความรู้ต่อไปในอนาคต

“ งานประดับมุกเป็นงานศิลปกรรมที่มีคุณค่า เป็นงานประณีตที่มีเอกลักษณ์ มีความวิจิตร อย่างงานประดับมุกของไทยจะมีลวดลาย มีวิถีของความเป็นไทยที่ถ่ายทอดออกมาให้เห็น เช่นเดียวกับงานมุกศิลปะญี่ปุ่นในโครงการอนุรักษ์ฯครั้งนี้ที่มากด้วยเรื่องราวหลายมิติน่าศึกษา ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม รวมถึงการซ่อมแซมและการสร้างสรรค์ โดยสามารถเข้าชมผลงานดั้งเดิม ชมบานไม้ประดับมุกที่อนุรักษ์ได้ภายในพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม “

นอกจากความวิจิตรบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น ภายในพระวิหารมี ภาพจิตรกรรมฝาผนังงดงาม มีเรื่องราวของพระราชพิธีสิบสองเดือน ผนังด้านประตูทางเข้าเป็น ภาพเหตุการณ์สุริยุปราคา ภาพวาดประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าอายุของสถานที่นี่ที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมกับชมความงดงามสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม รายรอบ โดยการซ่อมแซมอนุรักษ์ยังคงเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาศิลปวัตถุชิ้นสำคัญคงอยู่อย่างมั่นคง แข็งแรงสืบไป
พงษ์พรรณ บุญเลิศ



