นักวิชาการสายสิ่งแวดล้อมถกเถียงกัน ฝ่ายอนุรักษ์บอกว่า เราควรจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เร่งฟื้นฟูธรรมชาติระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม (Climate Mitigation) ส่วนฝ่ายพัฒนาบอกว่าสายไปแล้ว เราต้องเร่งพัฒนาหานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อช่วยมวลมนุษยชาติให้เอาตัวรอดให้ได้ (Climate Adaptation)

สายอนุรักษ์ อยากให้เร่งปลูกป่าเพราะกว่าต้นไม้จะโตดูดคาร์บอนได้เต็มที่ใช้เวลาเป็นสิบปี ต้องเร่งปลูกตอนนี้จะรออะไร ในเวลาเดียวกันก็อยากให้ทุกคนลดคาร์บอนที่ปล่อยให้ไม่เกิน 2 ตันต่อคนต่อปี ต้องรีบให้การศึกษา ผลักดันหลักสูตรในโรงเรียน ปลูกจิตสำนึก และเร่งให้ทุกองค์กรเร่งเรื่อง Net Zero ด้วยการออกกฎหมายใหม่ ๆ และเก็บภาษีตามคาร์บอนที่ปล่อย ตามสัดส่วนที่แต่ละคน แต่ละองค์กรทำร้ายโลก


สายพัฒนา บอกว่าไม่ทันแล้ว เปลี่ยนพฤติกรรมของคนทำได้ยาก การไปออกกฎหมายใหม่ ๆ เก็บภาษีแพง ๆ เพื่อควบคุม และลงโทษผู้คนในช่วงเศรษฐกิจโลกตกต่ำ จะไม่ได้รับการสนับสนุน เร่งหานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อความอยู่รอดในยุคโลกเดือดกันดีกว่า ถ้าร้อนมาก ก็พัฒนาเครื่องปรับอากาศควบคุมอุณหภูมิให้เย็นสบาย ถ้าฝนตกน้ำท่วมเป็นแค่บางฤดู ก็ทำกำแพงกันน้ำ ทำอุโมงค์กักเก็บน้ำให้พอ หรือทำเมืองลอยน้ำก็ได้ ลองหานวัตกรรมใหม่ ๆ เกี่ยวกับพลังงานสะอาด และหานวัตกรรมการเงินที่เป็น Green
Finance เราต้องรวบรวมนักคิด นักวิทยาศาสตร์ นวัตกรมาหาหนทางใหม่ ๆ
การอนุรักษ์เพื่อลดผลกระทบ (Mitigation) และการปรับตัว (Adaptation) ยังเป็นที่ถกเถียงกันในทุกเวที ไม่มีอะไรถูก อะไรผิด และไม่มีอะไรดีกว่ากัน มันคือเหรียญสองด้านแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน นักสิ่งแวดล้อมทั้งสายอนุรักษ์ และสายพัฒนาคงต้องรีบจับมือกันโดยด่วน เพราะมีข้อมูลว่าตอนนี้อุณหภูมิโลกร้อน
ขึ้นกว่า 1.5 องศา เกินเป้าที่เราตั้งไว้แล้ว.



