ปฏิเสธไม่ได้ว่า 1 ในข้อตกลงกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่บรรดานักการเมืองรอคอยกันมานานหลายปีว่าจะทำได้หรือไม่ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญกี่ครั้ง จะต้องทำประชามติ 2 ครั้งหรือ 3 หรือจะตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)มาร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ข้อถกเถียงนี้สิ้นสุดลงเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 รัฐสภามีอำนาจริเริ่ม หรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติ

แน่นอนว่าปัจจุบันในสภาผู้แทนราษฎรมีร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกเสนอแล้วกว่า 20 ฉบับครอบคลุมแก้ไขหลายมาตรา จึงเป็นที่น่าจับตาว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจริง “รัฐบาลภูมิใจไทย” จะออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างไร โดย “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ออกมาเรียกร้องให้ “ภูมิใจไทย” เสนอร่างแก้ไขเข้ารัฐสภาโดยเร็ว และควรเร่งทำประชามติรอบแรกพร้อมเลือกตั้ง ให้ทันกรอบยุบสภา 4 เดือน

ล่าสุด “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ“ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะคณะทำงานเตรียมการพิจารณาการจัดทำประชามติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของพรรคภูมิใจไทย ออกมาระบุว่า พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน (ปชน.) มีนัดหารือพูดคุย เพื่อเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ช่วงปลายสัปดาห์นี้ โดยพูดคุยถึงการแก้ไขมาตรา 256 เกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจัดทำประชามติ 2 รอบ รอบแรกมี 2 คำถาม คำถามแรกคือ ถามประชาชนว่าสมควรที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และคำถามที่ 2 เป็นเนื้อหาสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แต่ในมุมของประชาชน ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน “นิด้าโพล“ เปิดเผยผลสำรวจ “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ของ “นายกฯอนุทิน” พบว่า รัฐบาลจะไม่มีเสถียรภาพทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะต้องเจรจากับพรรคประชาชนตลอด แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 เดือนตามข้อตกลง  นอกจากนี้ยังเห็นด้วยที่พรรคประชาชนสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ผลโพลสะท้อนบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้อารมณ์ของชาวบ้าน ขาดความเชื่อมั่นในตัวนักการเมือง รวมถึงรัฐบาลชุดใหม่

นาทีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าถามชาวบ้านประชาชนตาดำๆ มองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน หรือจำเป็น เป็นแค่ความต้องการของนักการเมือง และพรรคการเมืองเท่านั้น และการทำประชามติยังต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลไม่ต่ำว่าครั้งละ 3 พันล้านบาท แต่ผลของการร่างฉบับใหม่ ก็จะได้นักการเมืองแบบเดิมๆ เข้ามาอีก ดังนั้น การแก้ แก้ไขรัฐธรรมนูญแต้องตรงความต้องการของประชาชน และเดินควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาปากท้องด้วย.