เมื่อวันที่ 15 ก.ย. “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำว่าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจ เข้าหารือกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหาร ส.อ.ท. นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า จะนำรายชื่อ ครม. ทูลเกล้าฯ ในสัปดาห์นี้ แต่ไม่อยากให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงประสานทาง ส.อ.ท. พูดคุยเรื่องเศรษฐกิจ นโยบายของรัฐบาลจะมุ่งเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น และวางหลักฐานต่อยอดความมั่นคง

ส่วนการลงทุนอื่น คือการเพิ่มการผลิตสินค้าส่งไปสหรัฐอเมริกา เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการมีคู่แข่งก็จะทำให้เราได้ตื่นตัว วันนี้คู่แข่งเริ่มมีขึ้นมา อย่างกัมพูชาก็น่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเวียดนาม เป็นเวลาที่ประเทศไทยต้องดีดตัวในเรื่องนี้ วันนี้แม้รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ผ่านพ้นไปก่อน แต่จะทำให้เห็นว่าช่วงอายุของรัฐบาลสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้

“การระแวงซึ่งกันและกัน คนนี้เสนอ พรรคนี้คุมกระทรวงนั้น มันเกิดขึ้นในรัฐบาลของผม แต่ผมถือคติว่า คนละพรรคพวกเดียวกันสำคัญกว่าพรรคเดียวคนละพวก คนในห้องนี้รู้จักกันมานานตั้งแต่รุ่นพ่อของเรา จึงต้องใช้โอกาสนี้ให้มากที่สุด เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนเจริญก้าวหน้า ผมทำงานยึดภาพรวม ขอให้ความมั่นใจกับทุกท่านว่าตนจะใช้อำนาจหน้าที่ทุกอย่างที่มีในฐานะนายกรัฐมนตรี ทำให้ความคาดหวังของทุกท่านเกิดผลสำเร็จ”

ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา แถลงข่าวว่า ภายหลังการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชนใน จ.ระนอง และสุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ และกฎหมายระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจรากฐานและวิถีชุมชน ที่ จ.ชุมพร บริเวณแหลมริ่ว และบริเวณอ่าวอ่าง จ.ระนอง ทับซ้อนกับพื้นที่ที่เคยถูกเสนอเป็นพื้นที่มรดกโลก

“อยากให้มีการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือหน่วยงานกลางเป็นผู้ดำเนินการ ชาวบ้านต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการที่จะเกิดขึ้น ชาวบ้านไม่ต้องการความเจริญที่ถูกยัดเยียดเข้ามา โครงการเช่นนี้ต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนับ 10 ปี มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง เมื่อรัฐบาลมีเวลากำหนดไว้ชัดเจน ที่จะยุบสภาภายใน 4 เดือน จึงอยากจะวิงวอนให้ชะลอโครงการนี้ออกไปก่อน” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้สรุปผลการเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตำแหน่งที่ว่าง ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่ นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนเสียงทั้งสิ้น 45,615 คะแนน ตามมาด้วยนายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคประชาชน (ปชน.) ได้รับคะแนนเสียง 19,862 คะแนน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการชนะเลือกตั้งในเขตดังกล่าวว่า นี่คือสิ่งที่ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยโดยรวมทั้งหมดไม่ได้กระทบอะไรเป็นจริง เพราะฐานเสียงจริงๆ ของพรรคเพื่อไทยยังคงอยู่ จากนี้ก็มาช่วยกันปรับปรุงสร้างพรรคให้แข็งแรงได้ ที่ว่าเลือดไหลออกมากมาย ล้วนแต่เป็นข่าวลือ ข่าวปล่อย

แต่คิดว่าความไม่พึงพอใจ สส. ในพรรคเกี่ยวกับการบริหารจัดการมีปัญหาอยู่จริง เพราะที่ผ่านมาทีมที่เป็นอดีตผู้บริหารพรรค หรือคนทำงานให้พรรคไปเป็น รมต. จากนี้อยากให้ติดตามเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของพรรคเพื่อไทย เรากลับมาเป็นฝ่ายค้าน จะมีการระดมสรรพกำลังเพื่อเรียกศรัทธาพรรคเพื่อไทยกลับมาให้ยิ่งใหญ่ เพราะแกนนำทั้งหมดกลับมาหมดแล้ว เราจะเตรียมวางแผนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มภาคภูมิ และเตรียมการเลือกตั้ง

“กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกจองจำ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนที่รักนายทักษิณและเห็นใจพรรคเพื่อไทย สิ่งที่ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทยถูกตัดสินในครั้งนี้ น่าจะเป็นความเห็นอกเห็นใจ และความเห็นอกเห็นใจนี้จะแปลเปลี่ยนเป็นอะไรก็ขอให้ติดตาม”

ที่พรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ว่า หากตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เป็นลักษณะทางการจะต้องเป็นคณะใหญ่ อาจมีจำนวน 100-200 คน ซึ่งต้องมีรองประธานสภา หรือประธานสภา โดยที่ประธานรัฐสภาต้องมีการทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จึงเห็นว่า รัฐสภาอาจตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 47 หรือ 50 คนหรือไม่

ควรมีตัวแทนจากหลายภาคส่วน อาทิ คณบดีคณะนิติศาสตร์, คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ทั้งของมหาวิทยาลัยของรัฐ และเอกชน, ตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), ศาล, องค์กรอิสระ, สภาทนายความ และตัวแทนจากวิชาชีพทั้งหลาย รวมถึงองค์กรเอกชนตามสัดส่วน และรัฐสภาอาจจะแต่งตั้ง กมธ. จากตัวแทนสภาของตน เช่น ตามสัดส่วนพรรคการเมืองในสภา และวุฒิสภา รวม 47-50 คนให้ทำงานเร็ว

“เรื่องคำวินิจฉัยของศาล ยังยึดโยงกับ MOA ของพรรค ปชน. กับพรรคภูมิใจไทย ในเงื่อนไขของการยุบสภาภายในระยะเวลา 4 เดือน นับตั้งแต่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งหมายความว่า ในเวลาดังกล่าว ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15 จะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาครบทั้ง 3 วาระแล้ว ก่อนที่จะยุบสภา หากไม่แล้วเสร็จก็จะไม่มีอะไรไปทำประชามติ ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ”

“หากจะยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จทั้ง 3 วาระ ภายในระยะเวลา 4 เดือน ไม่ต้องเป็นอันกินอันนอน หลัง ต.ค. ปิดสมัยประชุมสภา ก็ไม่ต้องไปไหนกัน ประชุมการจัดทำรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ต้องทุ่มเทกันถึงขนาดทั้งวันทั้งคืน ไม่เช่นนั้นก็ไม่ทัน ยอมรับว่าปวดหัว ปัญหาไม่ใช่ง่ายๆ พอไปประชุมมีเรื่องที่ต้องให้คิดสลับซับซ้อน เช่น ระหว่างตั้ง กมธ. กับ ส.ส.ร. จะเอาอย่างไร เถียงกันได้ทั้งวันทั้งคืน” นายชูศักดิ์ กล่าว

ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน เเขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในช่วงเช้า ครอบครัวของนายทักษิณ ชินวัตร เดินทางมา คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มารดาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ เดินทางมาโดยรถตู้ส่วนบุคคลยี่ห้อ Mercedes-benz สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ฮว 36 กรุงเทพมหานคร มาเยี่ยมนายทักษิณ “ลูกอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เยี่ยมผ่านกระจก คุณพ่อตัดผมสั้นแล้ว คุณพ่อก็ได้เล่าว่า มีผู้คุมเล่าให้ฟังว่ามีประชาชนที่มาให้กำลังใจ มากินก๋วยเตี๋ยวแถวนี้พร้อมกับที่คุณพ่อกิน

สุขภาพจะมีเรื่องความดัน คงจะมีเรื่องความเครียดบ้าง ความดันขึ้น ๆ ลง ๆ แต่คุณพ่อก็จิตใจเข้มแข็งกว่าเรา คุณพ่อก็ให้กำลังใจเรา คุณพ่อกับคุณแม่ (คุณหญิงพจมาน) ไม่ได้เจอกันมา 17 ปี รอบนี้ก็มาเจอผ่านกระจก ชีวิตครอบครัวเราก็มีหลายรสชาติ ก็ให้กำลังใจกันไปในทุกเรื่อง ส่วนที่เรือนจำจะให้ท่านสอนภาษาอังกฤษ คุณพ่ออายุเยอะ อายุ 76 ปีแล้ว และมีประสบการณ์เยอะ ก็คงมีประสบการณ์ที่สามารถแชร์ได้ อาจจะไม่ใช่เรื่องของภาษาอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงมุมมองต่าง ๆ เพราะคุณพ่ออาจจะชอบเป็นอาจารย์ ชอบอ่านหนังสือ คุณพ่อดีใจเรื่องที่เพื่อไทยชนะเลือกตั้งที่เชียงราย

สำหรับกรณีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และจะต้องรีแบรนด์พรรคใหม่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ เผยแพร่บทความ “Democrat & Starbucks ประชาธิปัตย์ & สตาร์บัคส์ : “ถอยไปข้างหน้า”(Onward) สู่ก้าวใหม่ที่ท้าทาย” ว่า สตาร์บัคส์เคยประสบวิกฤติจากคู่แข่งใหม่ โฮวาร์ด ชูลท์ส ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ได้กลับมากอบกู้สตาร์บัคส์ที่กำลังถดถอยท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง สตาร์บัคส์พลิกฟื้นมาได้ใน 2 ปี ด้วย 1.การยอมถอยกลับเพื่อทบทวนคือความเข้มแข็ง 2.การรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมขณะปรับปรุงกลยุทธ์คือกุญแจความสำเร็จ 3.วิกฤติคือโอกาสในการปฏิรูปตัวเอง

“พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกับสตาร์บัคส์ในการค้นหาทางออกจากวิกฤติ โดยเฉพาะปัญหา 1.ความไม่เป็นเอกภาพทั้งแนวคิดแนวทางและกลุ่มบุคคลภายในพรรค 2.จุดยืนทางการเมืองที่สับสนภายใต้บริบทการเมืองที่สลับขั้วและซับซ้อน 3.ความคาดหวังของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการเป็นฝ่ายค้านจึงเปิดโอกาสในการพิสูจน์การทำงานแนวใหม่ภายใต้ภาวะผู้นำใหม่ ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล และเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนฝากความหวังได้ เป็นโอกาสในการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ครั้งใหม่

การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ เช่น 1.การกลับสู่ค่านิยมและอุดมการณ์พื้นฐาน คือการเมืองสุจริตยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีหลักการเพื่อฟื้นฟูและสร้างเสริมต่อยอดความเชื่อมั่นศรัทธา 2.ปฏิรูปพรรคโดยพัฒนานโยบายที่ทันสมัยก้าวหน้า ตอบโจทย์ปัญหาและความท้าทายของประชาชนและประเทศชาติ ทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล-ปัญญาประดิษฐ์เอไอ

3.การอัปเกรดองค์กรพรรคทั้งส่วนกลางและภูมิภาคเป็นองค์กรทันสมัยก้าวหน้า (progressive organization) พร้อมกับพัฒนา (reskill & upskill) ทีมทำงานพรรคและแกนนำทุกระดับอย่างต่อเนื่อง จุดหักเห (turning point) ไม่ใช่จุดจบ แต่ถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า พรรคประชาธิปัตย์สามารถแปรวิกฤติเป็นโอกาสในการกำหนดทิศทางและอัตลักษณ์ ฟื้นฟูพรรค

“ทีมข่าวการเมือง”