กว่าจะมาเป็นพระเอกดาวรุ่งอย่างทุกวันนี้ “ก้อง-วิทยา เทพทิพย์” ต้องผ่านเรื่องราวชีวิตที่ยิ่งกว่าละคร โดยล่าสุดเจ้าตัวได้มาเปิดใจในรายการ “คุยแซ่บShow” ถึงเส้นทางชีวิตที่ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อตามหาครอบครัวและสานฝันในวงการบันเทิง

“ชีวิตวัยเด็กของผมเรียกได้ว่าสุด ๆ เลยครับ ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่แยกทางกัน ไปฝากผมไว้กับคุณย่าทวด ซึ่งเป็นแม่ของแม่อีกทีหนึ่ง พอโตขึ้นประมาณ 13-14 ปี ท่านก็ไม่ค่อยไหวเพราะอายุเยอะแล้ว ผมก็เลยไปบวช พอได้สักปีหนึ่งท่านก็เสียไป พอโตมาถามว่ารู้สึกน้อยใจในโชคชะตาของตัวเองไหม จริง ๆ แล้วย่าทวดก็ให้ผมทุกอย่าง เป็นทั้งพ่อทั้งแม่ครบหมดเลย บางครั้งงานที่โรงเรียนก็มีแอบน้อยใจบ้าง แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่ผมก็เข้าใจเหตุผลครับ คือตัวผมจะอยู่กับฝั่งพ่อ ก็จะได้เจอพ่อบ้าง ไปมาหาสู่บ้าง ส่วนคุณแม่คือไม่เคยเจอเลย เท่าที่ได้รับข้อมูลมาคือตอน 3-4 ขวบ ซึ่งเด็กมาก ๆ จำไม่ได้เลยว่าหน้าตาเป็นยังไง มีแค่รูปแขนแม่รูปเดียว รูปถ่ายที่ไม่เห็นใบหน้า เลยไม่รู้ว่าแม่หน้าตาเป็นยังไง
ตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมไม่ได้ขาดอะไรเลยก็ปล่อยให้มันเป็นไป แต่พอโตมาก็เริ่มคิดว่าแม่เราเป็นใคร ตอนนั้นสึกออกมาแล้วอายุ 18-19 ปี สาเหตุที่ตัดสินใจบวชมันเป็นความคิดที่เข้ามาในหัวว่าเรารู้สึกสงสารย่าทวด เพราะท่านดูแลเรามาตั้งนานแล้วและร่างกายท่านไม่ไหว ก็เลยเป็นจุดที่เราตัดสินใจ แล้ววันที่พลิกชีวิตคือวันที่เสียย่าทวด คือมันก็เคว้งคว้าง เหมือนไม่มีที่พึ่งทางใจ กลับบ้านไปก็ไม่เจอท่าน ไม่ชิน และเสียใจมาก ๆ ที่ไม่ได้อยู่ดูแลท่าน ตอนนั้นท่านอายุ 80 กว่าปีได้

แล้วพอมาเชียงใหม่ มีช่วงหนึ่งที่ผมตามหาแม่ด้วย ตามหาแม่ตั้งแต่เป็นเณรแล้วครับ พระอาจารย์ก็ช่วยหาแต่ไปหาที่บ้านก็ไม่เจอ เพราะแม่ทำงานอยู่อีกที่หนึ่ง ด้วยความที่เราไม่เคยเห็นแม่ เราก็คิดไม่ออกเลยว่าแม่หน้าตาเป็นยังไง แล้วผมก็ไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับพ่อมากเท่าไหร่ เจอก็แค่คุยทั่วไป มีหลักฐานชิ้นเดียวคือมีแค่มือของแม่ และมีชื่อของแม่ด้วย อาจารย์ก็ให้เสิร์ชชื่อในทะเบียนราษฎร ไปตามที่บ้านก็เจอแต่น้องสาวกับคุณยาย
ถามว่าน้องสาวเคยรู้มาก่อนไหมว่าเราเป็นพี่เขา ผมไม่ทราบครับ คือผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าผมมีน้องสาว เซอร์ไพร้ส์เหมือนกัน หลังจากนั้นก็กลับมาอยู่วัดขาดการติดต่อกันไปพักหนึ่ง หลังจากสึกออกมาผมก็ไปทำงานที่ร้านกาแฟ แล้วก็กินข้าวอยู่หลังร้าน ตอนนั้นก็เซิร์ชชื่อคุณแม่เล่น ๆ ในเฟซบุ๊ก ผมก็เลยลองทักไปดูว่าตามหา ก็เลยให้เบอร์โทรมาให้ผมโทรหาเขาหน่อย ก็เป็นแม่จริง ๆ ตอนนั้นที่ได้คุยกับแม่ก็เป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นแล้วก็สงสัยว่าใช่หรือเปล่า ตอนที่คุยครั้งแรกผมก็บอกว่าผมตามหาแม่ เขาชื่อนี้หรือเปล่า ท่านก็บอกว่าแม่เอง อีกอาทิตย์หนึ่งก็บินไปหาท่าน

ตอนนี้ทำงานก็อยากเก็บเงินสร้างบ้านให้กับคุณแม่ครับ เก็บไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ทำไป รื้อบ้านไปแล้วถมที่ไปแล้ว ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อยไป ทำที่อุบลฯ บ้านของคุณแม่ พออยู่กับแม่ก็ต้องทำความรู้จักกันใหม่ แต่กับน้องค่อนข้างที่จะจูนกันง่าย เพราะน้องให้ทางความรู้สึกของผมค่อนข้างที่จะเยอะ พอจะกลับจากอุบลฯ น้องก็มาบอกว่าถ้าไม่ไหวก็กลับมาบ้านนะ
พอมาอยู่กับแม่และน้องสาว ความผูกพันมันก็ค่อย ๆ มาเรื่อย ๆ แต่รู้สึกว่าเราจูนกันไวมาก แต่บางทีมันก็มีระยะห่างบ้าง ถามถึงจุดที่น้อยใจอยากจะพูดอยากจะเคลียร์กับแม่ไหม ไม่มีเลย ผมรู้สึกว่ามันเป็นเหตุผลของเขาที่เขาอาจจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่มันทำไม่ได้จริง ๆ ความรู้สึก ณ วันนี้ที่ได้เจอแม่และน้องสาว มันก็เหมือนเรารีบไปบ้าง แต่ก็อยากให้เป็นไปเรื่อย ๆ ตามจังหวะชีวิตด้วย วันนี้ก็คุยกันผ่านมือถือ ถ้าว่างก็จะบินไปหาแม่บ้าง แต่หนึ่งถึงสองปีนี้ก็ไม่ค่อยได้ไปเพราะงานเยอะ ท่านก็ภูมิใจในตัวเรามาก ๆ ชมตลอดเวลาที่ดูละคร น้องสาวก็มีฟีดแบ็กตลอด ถ้าแม่ได้มาย้อนดูก็จะบอกว่าไม่ต้องห่วงเราจะทำให้มันสำเร็จให้ได้”




